เรื่องย่อ รักครั้งใหม่หัวใจอลเวง (Someone Like You) ตอนที่ 5

เวยเหลียนสงสัยว่าลั่วหานกับอวี่ซีอาจเป็นพี่น้องกันเพราะมีหน้าตาเหมือนกันมาก แต่เขายังไม่อยากบอกจั่นเฉิงจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ  สิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้คือสาเหตุที่อวี่ซีเรียกจั่นเฉิงว่านักถ้ำมอง แต่จั่นเฉิงบอกเพียงว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดและสั่งให้เวยเหลียนจัดการปัญหาทุกอย่างให้เรียบร้อย เวยเหลียนไม่เห็นผู้ดูแลของจั่นเฉิงจึงถามว่าคุณไปไหน พอรู้ว่าผู้ดูแลทนจั่นเฉิงไม่ไหวเลยขอลาออกอีกตามเคย  เวยเหลียนก็รู้สึกอ่อนใจ

เวยเหลียนไปที่บ้านอวี่ซี (ตำหนักเจ้าแม่ฯ) เพื่อให้เคลียร์เรื่องเข้าใจผิดและสืบดูว่าคุณมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับลั่วหานหรือเปล่า แม่ของอวี่ซีคิดว่าเวยเหลียนมาขอคำปรึกษาและดูดวงเลยถามเวยเหลียนว่าอยากรู้เรื่องอะไร โดยบอกว่าคุณตอบเขาได้ทุกเรื่อง เวยเหลียนจึงถามแม่อวี่ซีว่าคุณมีบุตรสาวกี่คน  แม้จะรู้สึกแปลกๆ ที่ถูกถามเรื่องส่วนตัวแต่คุณก็ตอบว่า ตนมีบุตรสาวคนเดียวและมีลูกชายอีกหนึ่งคน เวยเหลียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจ

ในที่สุดแม่ของอวี่ซีก็รู้ว่าเวยเหลียนไม่ได้มาขอคำปรึกษาแต่มาเพื่อให้เคลียร์ข้อความสำคัญเรื่องถ้ำมองกับอวี่ซี ถึงกระนั้นคุณก็ยังเข้าใจผิดคิดว่าเวยเหลียนเป็นคู่กรณีของอวี่ซีอยู่ดี คุณจึงใช้ดาบไล่ตีเวยเหลียนด้วยความโกรธ เมื่ออวี่ซีมาพบเข้าจึงรีบห้ามปรามและบอกว่าคนที่แอบดูตนไม่ใช่เวยเหลียน เวยเหลียนพยายามอธิบายว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่สองแม่ลูกไม่ยอมฟังทั้งยังบอกว่าถ้าเขาไม่แสดงความจริงใจออกมาให้เห็นก็ไปเคลียร์กันที่ศาล เวยเหลียนการันตีว่าจีเอ็มฟางของตน  (ฟางจั่นเฉิง เป็นผู้จัดการทั่วไปของห้างสรรพสินค้า "จวี้เฉิง")  ไม่ได้แอบดูอวี่ซีอาบน้ำอย่างแน่ๆ แต่แม่ของอวี่ซีไม่เชื่อและเตือนว่าไม่ควรโกหกต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เวยเหลียนจึงยกมือท่วมหัวแล้วสาบานต่อหน้าแท่นบูชาเจ้าแม่จิ่วเทียนเสวียนหนี่ว่า ถ้าหากจีเอ็มฟางของตนล่วงเกินอวี่ซีจริงขอให้ตนถูกฟ้าผ่าตายและเปลี่ยนเป็นผีที่ไม่มีคนเหลียวแลหรือเซ่นไหว้ตลอดไป

สองแม่ลูกได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสะดุ้ง ทั้งยังคาดไม่ถึงว่าเวยเหลียนจะจงรักภักดีต่อเจ้านายมากขนาดนี้  เวยเหลียนการันตีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นวามรู้ความเข้าใจผิดจริงๆ แต่ด้วยเหตุว่าเหตุการณ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทำให้อวี่ซีไม่สบายใจทางห้างจึงยินดีมอบเงินค่าทำขวัญให้ 1 แสนเหรียญไต้หวัน (เกือบ 1.1 แสนบาท) อวี่ซีถึงกับตาโต แต่แม่ของคุณยังคงเล่นตัวและพยายามโก่งราคา พอรู้ว่าอวี่ซีเรียนจบพยาบาลมา เวยเหลียนจึงทาบทามให้คุณมาเป็นพยาบาลพิเศษคอยดูแลคนป่วย 24 ชั่วโมง และหยุดพักได้อาทิตย์ละวัน แม่อวี่ซีกล่าวว่าการดูแลผู้ป่วย 24 ชั่วโมงค่าตัวย่อมต้องสูงกว่าพยาบาลทั่วไป เวยเหลียนจึงถามอวี่ซีว่าอยากได้ค่าจ้างเดือนละเท่าไหร่ อวี่ซีตอบว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องเดือนละ 8 หมื่นเหรียญ เวยเหลียนจึงเสนอว่าจะได้คุณเดือนละ 1 แสนเหรียญ และถ้าผ่านการลองงานจะให้เพิ่มอีก 2 หมื่นเหรียญ อวี่ซีได้ยินดังนั้นจึงลงนามในสัญญา และเตรียมเริ่มงานในวันรุ่งขึ้นทันที

เรื่องย่อ วีรบุรุษตระกูลหยาง (Warriors of the Yang Clan) ตอนที่ 6

ซื่อหลางชวนหยี่เยียนดื่มเหล้าด้วยกัน ซื่อหลางแสร้งเมา จากนั้นก็เปิดเผยความในใจต่อนาง หยี่เยียนทำเป็นบ่ายเบี่ยง ทั้งสองพากันกลับเข้าค่ายทหารด้วยความมึนเมา เมื่อกลับถึงค่ายทหารก็ได้พบกับหยางเย่ หยางเย่ไม่ได้ลงโทษทั้งสองอะไร ภายหลังที่ซื่อหลางไปแล้ว หยางเย่ก็เปิดโปงฐานะที่แท้จริงของหยี่เยียนออกมา หยางเย่ขอร้องให้หยี่เยียนไปจากค่ายทหาร รุ่งขึ้น ซื่อหลางตามหาหยี่เยียน หยางเย่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ซื่อหลางผิดหวังยิ่งนักเมื่อไม่พบหยี่เยียน เมื่อหยี่เยียนกลับบ้านก็ซึมเศร้า พานเป้าเห็นเช่นนั้นจึงชวนนางไปล่าสัตว์ พานเป้าพยายามหยอกล้อให้หยี่เยียนหัวเราะ แต่หยี่เยียนกลับนึกถึงแต่ซื่อหลาง

ซื่อหลางฝึกทหารด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทันใดนั้นเองซื่อหลางก็นึกขึ้นได้ว่าหยี่เยียนเคยบอกตนว่าน้องสาวของนางชอบดูละครเงา เมื่อซื่อหลางคิดได้เช่นนั้นก็รีบรุดไปที่โรงละครเงาทันที ซื่อหลางพบว่าหยี่เยียนกำลังแสดงเรื่องราวของตนกับนาง ซื่อหลางหยอกหยี่เยียนเพื่อให้ให้นางเปิดเผยฐานะที่แท้จริงออกมา ขณะที่หยี่เยียนกำลังสุขสบายอยู่นั่นเอง ซื่อหลางกลับคาดคั้นเอาความจริงเรื่องฐานะที่แท้จริงของนาง นอกจากนี้ยังบอกให้หยี่เยียนคืนหยกให้ตนด้วย หยี่เยียนโกรธมาก ในที่สุดทั้งสองก็จากกันด้วยไม่สบอารมณ์กันเท่าใดนัก เมื่อกลับถึงค่ายทหาร ซื่อหลางพบว่าหยี่เยียนมอบหยกชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นของผู้หญิงให้ตน ทันใดนั้นหยางเย่ก็เผ่านาหา ซื่อหลาง ซื่อหลางเห็นเช่นนั้นจึงรีบนำหยกไปซ่อน ทหารพบเห็นหยกจึงนำหยกไป

ซื่อหลางไม่สามารถตัดใจจากหยี่เยียน ซื่อหลางไปหาหยี่เยียนที่หอบัณฑิต แต่ก็ไม่พบนาง ซื่อหลางร้อนใจจึงออกประกาศจับหยี่เยียนซึ่งหลบหนีทหาร หยี่เยียนโกรธมากเมื่อพบเห็นประกาศ หยางเย่เห็นทหารนายหนึ่งนำหยกมาวางพนันเล่นพนัน ซื่อหลางจำได้ว่าเป็นหยกที่หยี่เยียนมอบให้ตน แต่ก็ไม่กล้าเปิดเผยความจริงให้หยางเย่รู้ หยางเย่ไม่มีทางเลือกจึงต้องลงโทษซื่อหลางซึ่งปล่อยให้มีการเล่นพนันในค่ายทหาร หยางเย่ไปหา ซื่อหลาง ซื่อหลางยังคงโกรธหยางเย่อยู่ หยางเย่มอบยารักษาแผลและหยกให้ซื่อหลาง แต่ถึงกระนั้นก็ตามซื่อหลางก็ยังคงซึมเศร้าอยู่เหมือนเดิม

พานเป้านัดฉูฉู่ไปดูงิ้วด้วยกัน ฉูฉู่ไปตามนัด พานเป้าขอฉูฉู่แต่งงาน แต่ฉูฉู่กลับปฏิเสธ ซันหลางผิดหวังยิ่งนักจึงชักชวนชีหลางไปดื่มเหล้าด้วยกัน ฉูฉู่ตัดสินใจไปจากบ้านสกุลหยาง ซันหลางเปิดเผยความในใจต่อฉูฉู่ในสภาพที่มึนเมา

หยี่เยียนลอบเข้าไปในค่ายทหารเพื่อให้เยี่ยมเยียนซื่อหลาง ซื่อหลางแสร้งทำเป็นงอนโดยต้องการให้หยี่เยียนคืนหยกให้ตน หยี่เยียนโกรธมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น ซื่อหลางเล่าถึงที่มาของหยกให้หยี่เยียนฟัง จากนั้นซื่อหลางก็ขอหยี่เยียนแต่งงาน หยี่เยียนไม่ได้ตอบตกลงทันที ซื่อหลางให้เวลาหยี่เยียนคิดใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนค่อยให้คำตอบตน ทั้งสองนัดพบกันอีกทีที่ลำห้วย

เรื่องย่อ รักทะลุมิติ (Love Weaves Through a Millennium) ตอนที่ 5

กงหมิงกล่าวว่าตนตามสืบเรื่องนี้จนได้ความกระจ่างแล้วและจะนำขึ้นทูลฮ่องเต้ในวันพรุ่งนี้ หวังหมั่งจึงเตือนว่ากงหมิงกำลังจะทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะในตอนนี้ตระกูลหวังของตนกำลังเรืองอำนาจและมีอิทธิพลเหนือราชสำนัก หากเขาเลือกที่จะอยู่ข้างสวี่เฟ่ยโฮ่วอนาคตก็จะดับวูบ ในตอนนี้ฮ่องเต้กำลังหลงมัวเมาจ้าวเฟยเยี่ยน หากกงหมิงพูดให้ร้ายนางก็รังแต่จะทำให้ฮ่องเต้กริ้ว ที่สำคัญกงหมิงเป็นเพียงบัณฑิตที่ไม่มีเส้นสายและไม่มีคนคอยหนุนหลัง หากเขาคิดจะต่อสู้ตามลำพังและตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลหวังของตนก็ไม่ต่างจากการเอาไม้ซีกมางัดไม้ซุง กงหมิงฟังแล้วได้แต่ถอนใจ เขากล่าวว่าพวกตนต่างเดินคนละทางจึงไม่อาจจับมือกันได้ จากนั้นก็ขอตัวกลับทันที หวังหมั่งจึงชี้ว่าในเมื่อกงหมิงรู้ความจริงทั้งหมดและก็ไม่มีทางหันหลังกลับได้เช่นกัน หลังกงหมิงกลับไปแล้ว หวังหมั่งก็สั่งให้ "จื่อซิว" ตามไปจับตัวกงหมิงโดยกำชับว่าห้ามรังแกกงหมิงโดยเด็ดขาด 

กงหมิงนัดพบอิ่งเยว่เพื่อให้สอบถามข่าวคราวของสวี่ฮองเฮา อิ่งเยว่แถลงการณ์ว่าสวี่ฮองเฮาทรงปลอดภัยดีและมีนักฆ่าบุกมาที่ตำหนักของสวี่ฮองเฮาดังที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ กงหมิงพึ่งจะรู้ว่าตระกูลหวังอยู่เบื้องหน้าเรื่องนี้มาโดยตลอด แม้อิ่งเยว่จะนำตัวนักพรตเต๋าไปไว้ในที่ๆ ปลอดภัย แต่กงหมิงเกรงว่านักพรตเต๋าซึ่งเป็นพยานคนสำคัญจะถูกตระกูลหวังฆ่าปิดปาก จึงสั่งให้อิ่งเยว่รีบกลับไปเฝ้าและคอยปกป้องนักพรตเต๋า ส่วนตนจะเตรียมเดินทางเข้าวังเพื่อให้กราบทูลความจริงกับฮ่องเต้ 

อิ่งเยว่กลัวว่ากงหมิงจะตกอยู่ในอันตรายเพราะการเข้าวังในคราวนี้จะเป็นผลเสียต่อตระกูลหวัง คุณจึงขอติดตามไปอารักขา แต่กงหมิงปฏิเสธเพราะเชื่อว่าหวังหมั่งไม่มีทางรังแกตน เขากับหวังหมั่งเติบโตมาด้วยกันจึงรู้ดีว่าแม้หวังหมั่งจะเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงแต่ไม่ใช่คนเลือดเย็นและใจคอโหดเหี้ยม ถึงกระนั้นอิ่งเยว่ก็ยังคงเป็นห่วงและไม่เชื่อว่าหวังหมั่งจะนิ่งดูดาย ต่อให้หวังหมั่งไม่ลงมือ แต่ตระกูลหวังไม่มีทางปล่อยกงหมิงแน่ เมื่อกงหมิงรับรองคำเดิม อิ่งเยว่จึงมอบป้ายหยกคุ้มภัย (ที่พ่อคุณทิ้งไว้ให้) ให้กงหมิง โดยหวังว่าป้ายหยกจะช่วยคุ้มครองกงหมิงให้ปลอดภัย หลังแยกจากอิ่งเยว่แล้วกงหมิงก็พบว่ามีกลุ่มนักฆ่าสะกดรอยตามตนมา 

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2015 

ดาราโนเนม "หลินเซียงเซียง" ซึ่งยังคงสวมชุดโดราเอมอนหลังพึ่งจะเสร็จจากการไปร่วมงานอีเวนท์สำหรับเด็กๆ (แต่ไม่มีใครขอถ่ายรูปกับคุณเพราะคุณไม่ใช่ดาราดัง) รีบตรงดิ่งไปออดิชั่นบทสวี่ฮองเฮาในละครย้อนยุคต่อ แต่ "จินจิง" (ผู้จัดการส่วนตัว) และ"เซี่ยเสี่ยวหนาน" (สไตล์ลิสต์) นำเสื้อผ้ามาให้คุณเปลี่ยนไม่ทันเพราะรถติดหนักมากทั้งๆ ที่เป็นตอนๆปีใหม่ (จีน) เซียงเซียงกลัวพลาดการออดิชั่นเลยไปยืมชุดของข้างคอสตูม จากนั้นก็แอบย่องไปดูบรรยากาศในการออดิชั่น (ปรากฏว่าบทที่ถูกนำมาใช้ในการแคสติ้งคือเนื้อความในจดหมายตัดพ้อที่สวี่ฮองเฮาเขียนถึงฮ่องเต้ก่อนที่นักฆ่าจะบุกเผ่านาในตำหนักนั่นเอง)

เรื่องย่อ ซุป’ตาร์บ้านไร่หัวใจไม่หยุดร็อค (Modern Farmer)

กำกับ: โอ จินซอก
เขียนบท: คิม คีโฮ
แนวละคร: โรแมนติก, คอมเมดี้, ครอบครัว
จำนวนตอน: 20
ออกอากาศ: เกาหลี – 18 ตุลาคม 2557 – 27 ธันวาคม 2557 ทางเอสบีเอส
                     ไทย – ทุกวันจันทร์-พฤหัสบดี เวลา 01.10 น. ทางช่อง 7 สี ตั้งแต่คืนวันที่ 7 มิถุนายน 2560 – 19 กรกฎาคม 2560 
เรื่องย่อ

ละคร "ซุป’ตาร์บ้านไร่หัวใจไม่หยุดร็อค (Modern Farmer)" นำเสนอเรื่องราวของ 4 ร็อคเกอร์ชายหนุ่มวง "Excellent Souls (ExSo)" ซึ่งยังไม่ทันได้ออกอัลบั้มและเดบิวต์ก็มีเหตุให้ต้องแยกวงเสียก่อน แต่ละคนเลยจำต้องหันหลังให้แวดวงเพลงร็อคและต้องฝืนทำในสิ่งที่ไม่ชอบเพื่อให้ความอยู่รอด หลังผ่านไปนาน 7 ปีทั้งสี่ชายหนุ่มยังคงไม่ประสบความสำเร็จในชีวิต ถึงกระนั้นทุกคนก็ยังมีดนตรีในหัวใจและไม่เคยลืมความฝันที่อยากมีอัลบั้มเป็นของตนเอง

"ลี มินกี" อดีตนักร้องนำและมือกีตาร์วง "Excellent Souls (ExSo)" ซึ่งเป็นคนเดียวที่ยังคงพยายามไล่ล่าความฝันบนถนนสายดนตรี ถูกเจ้าพ่อเงินกู้บุกมาข่มขู่และทวงเงินถึงบ้านเช่าโดยยื่นคำขาดให้เขาใช้หนี้ร้อยล้านวอน (ราว 3 ล้านบาท) ภายใน 3 เดือน หลังถูกเจ้าหนี้เล่นงานจนน่วมเขาก็ได้รับแจ้งข่าวร้ายว่าย่าที่อยู่ต่างจังหวัดเสียชีวิต และเขาก็ได้รับมรดกเป็นที่ดินเพาะปลูกเนื้อที่กว่า 20 ไร่ ในตอนแรกมินกีคิดจะขายที่ทั้งหมดเพื่อให้นำเงินไปใช้หนี้ แต่ที่ดินแปลงดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นกลับไม่มีราคาเพราะเป็นที่ทางเกษตรกรรมในชนบทห่างไกล ถึงกระนั้นที่ดินของเขาก็อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เหมาะสำหรับการปลูกผักกาด

มินกีกลับไปทำงานพาร์ทไทม์ (ล้างผักกาดสำหรับทำกิมจิ) ที่กรุงโซลอย่างสิ้นหวัง ครั้นได้ยินว่าผักกาด (ยักษ์) หัวหนึ่งมีมูลค่ากว่า 3 พันวอน (ราวหนึ่งร้อยบาท) แถมราคายังมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้น มินกีก็หูผึ่ง เขาจึงเริ่มศึกษาตลาดและวัฏจักรราคาของผักกาดทันที หลังคำนวณแล้วพบว่าการทำสวนผักกาดไม่เพียงช่วยให้เขาสามารถปลดหนี้แต่ยังมีกำไรมหาศาล เขาจึงตัดสินใจว่าจะย้ายกลับบ้านเกิดซึ่งก็คือหมู่บ้าน "ฮาดูร็อกรี" (ซึ่งฟังดูเหมือนคำว่า "ฮาร์ดร็อค") เพื่อให้ปลูกผักกาด แต่เนื่องมาจากเขาไม่สามารถปลูกผักกาดหนึ่งแสนหัวได้ตามลำพัง (เขาคำนวณแล้วพบว่าที่ดินของเขาปลูกผักกาดได้ทั้งหมดหนึ่งแสนหัว)  เขาจึงพยายามหว่านล้อมอดีตเพื่อให้นร่วมวงให้ไปร่วมด้วยช่วยกันปลูกผักกาด โดยนำความฝันที่จะได้ออกอัลบั้มและเดบิวต์มาล่อ

คนแรกที่มินกีไปหาก็คืออดีตมือเบส "ยู ฮันชอล" ซึ่งปัจจุบันเป็นพนักงานสัญญาจ้างที่บริษัทแห่งหนึ่ง และพึ่งตรวจพบมาหมาดๆ ว่าตนเป็นมะเร็งตับระยะสุดท้าย (หมอบอกว่าอยู่ได้นานสุดไม่เกินหนึ่งปี) ฮันชอลจึงปฏิเสธมินกีโดยบอกเพียงว่า 'สายเกินไป' หลังจากนั้น มินกีก็ไปพบอดีตมือกลอง "ฮัน กีจุน" ซึ่งอายุน้อยที่สุดในวงและกำลังคร่ำเคร่งอยู่กับการเรียนกวดวิชาเพื่อให้สอบเจ้าหน้าที่รัฐ แต่พยายามเท่าไหร่ก็ไม่สมหวัง ทางบ้านจึงยื่นคำขาดว่าถ้าคราวนี้สอบไม่ผ่านต้องกลับมาช่วยดูแลกิจการร้านอาหาร (ขาหมู) ของครอบครัวซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการ หลังได้ฟังแผนปลูกผักกาดของมินกี กีจุนก็แย้งว่ามินกีโลกสวยเกินไป เขาชี้ว่าราคาผักกาดที่มินกีคิดเป็นราคาขายปลีกไม่ใช่ขายส่ง มินกีกล่าวว่าพวกตนจะขนผักกาดมาขายในเมืองเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ถึงกระนั้นกีจุนก็แย้งว่าถ้ามันง่ายดายและได้กำไรงามขนาดนั้นทุกคนคงหันมาปลูกผักกันหมดแล้ว

แต่สุดท้ายฮันชอลและกีจุนก็ตัดสินใจร่วมหัวจมท้ายกับมินกีเพราะอยากทำความฝันให้เป็นจริง ก่อนออกเดินทางไปใช้ชีวิตในชนบท มินกีแอบเขียนข้อความถึง "ยูนา" ซึ่งเป็นศิลปินดังและผู้หญิงที่เขารัก โดยบอกให้คุณรอและสัญญาว่าตนจะกลับมาพร้อมแหวนเพชรแต่งงาน 100 กะรัต กีจุนสงสัยว่าทำไมมินกีถึงไม่ชวน "คัง ฮยอก" (อดีตมือเปียโน ที่ปัจจุบันเป็นแพทย์ฝึกหัดในโรงพยาบาลของบิดา) มินกีจึงโวยลั่นว่าลูกเศรษฐีอย่างฮยอกคงไม่ยอมไปตกระกำลำบากในชนบท ต่อให้ฮยอกอยากไปตนก็ไม่ให้ไป ในเวลาเดียวกันนั้นฮันชอลซึ่งแอบไปรับใบสั่งยาที่โรงพยาบาล (ของพ่อฮยอก) ได้พบกับฮยอกโดยบังเอิญ เมื่อฮยอกรู้ว่าอดีตเพื่อให้นร่วมวงกำลังจะเดินทางไปทำสวนผักกาดในชนบท เขาจึงถอดเสื้อกาวน์ออกแล้วขอตามไปด้วยทันที

ในที่สุดสี่ร็อคเกอร์ชายหนุ่มก็กลับมารวมตัวกันอีกรอบเพื่อให้ทำภารกิจปลูกผัก (กาด) และนั่นก็ทำให้มินกีได้พบกับรักแรกในวัยเด็กอีกรอบ ส่วนเรื่องราวจะเป็นอย่างไรต่อไปนั้นติดตามชมได้ใน "ซุป’ตาร์บ้านไร่หัวใจไม่หยุดร็อค (Modern Farmer)"  ทางช่อง 7 สี

เรื่องย่อ มังกรหยก ศึกอภินิหารเจ้าอินทรี (The Romance of the Condor Heroes)

บทประพันธ์: กิมย้ง
กำกับ: หลี่ฮุ่ยจู (ชาวฮ่องกง), เติ้งเหว่ยเอิน
เขียนบท: อวี๋เจิ้ง
แนวละคร: กำลังภายใน, โรแมนติก
จำนวนตอน: 52
ออกอากาศ: จีน – 3 ธันวาคม 2557 – 5 มีนาคม 2558 ทางหูหนานทีวี
               ไทย – ทุกวันจันทร์-พุธ เวลา 09.50 น. ทางช่อง 7 (หมายเลข 35) ตั้งแต่วันที่ 4 ตุลาคม 2560 – 19 กุมภาพันธ์ 2561
เรื่องย่อ
เอี้ยก้วย บุตรชายของ มกเนียมชือ และ เอี้ยคัง น้องร่วมสาบานของ ก๊วยเจ๋ง มีชีวิตที่ยากลำบาก เพราะกำพร้าทั้งพ่อ และแม่ ต่อมาได้พบกับ ก๊วยเจ๋ง จึงถูกนำตัวไปเลี้ยงดูที่เกาะดอกท้อ แต่มักโดนกลั่นแกล้งเป็นประจำ และถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเด็กดื้อ มีนิสัยแปลก ทำให้ ก๊วยเจ๋ง เกิดความหนักใจว่าจะสอนได้ไม่ดี และไม่อยากให้ เอี้ยก้วย เติบโตขึ้นมามีนิสัยเหมือนพ่อ จึงตัดสินใจนำไปฝากเป็นศิษย์สำนักฉวนจิน เพื่อให้หวังจะให้ช่วยสั่งสอน แต่กลับโดนอาจารย์ตัวเอง รวมทั้งศิษย์ร่วมสำนักดูถูกเหยียดหยาม ช่วยกันกลั่นแกล้งสารพัดจนทนไม่ไหว เอี้ยก้วย พยายามหนีจากสำนักฉวนจิน ทำให้ได้รู้จักกับ ยายซุน และ เซียวเหล่งนึ่ง (เฉินเหยียนซี) จากสำนักสุสานโบราณ ก่อนยายซุน จะเสียชีวิตได้ขอให้ เซียวเหล่งนึ่ง รับ เอี้ยก้วย ไว้ในสุสานโบราณ เซียวเหล่งนึ่ง จึงรับ เอี้ยก้วย เป็นศิษย์ และถ่ายทอดวิทยายุทธของสำนักให้

จนเวลาผ่านไปหลายปี เอี้ยก้วย ได้เติบโตเป็นชายหนุ่มรูปงาม มีความสามารถพอตัว เซียวเหล่งนึ่ง คิดว่าเหมาะสมแก่เวลา จึงได้ตกลงกับ เอี้ยก้วยที่จะฝึกวิชาดรุณีหยกด้วยกัน ซึ่งเป็นสุดยอดวิชาของสำนักสุสานโบราณ ผู้ฝึกชายหญิงต้องใกล้ชิดกันและประสานใจกายพร้อมกระบี่คู่ ทำให้ก่อเกิดเป็นความรักอันบริสุทธิ์ แต่ก็ถูกแม่ชี ลีมกโช้ว ซึ่งต้องการครอบครองคัมภีร์ดรุณีหยกบุกเผ่านาก่อกวน เป็นเหตุให้เอี้ยก้วยและเซียวเหล่งนึ่ง ต้องออกจากสุสานโบราณ แต่ก็มีเหตุการณ์ที่ทำให้เซียวเหล่งนึ่งเข้าใจผิดในตัวเอี้ยก้วย จนต้องหนีไป เอี้ยก้วยจึงพยายามออกตามหาแต่ระหว่างนั้นสงครามเริ่มก่อเค้า ราชครูจักรทอง ยอดความสามารถแห่งมองโกลได้ปรากฎตัวขึ้นในงานประลองยุทธเพื่อให้ชิงตำแหน่งเจ้ายุทธภพ คิดแผนหลอกล่อให้เหล่าชาวยุทธ์ฆ่าฟันกันเองเพื่อให้สร้างความปั่นป่วนทั่วแผ่นดินต้าซ่ง เป็นเหตุให้เอี้ยก้วยต้องไปสู่ยุทธภพอย่างเต็มตัว และก็ได้พบกับก๊วยเจ๋งอีกที

มหาสงครามที่ยิ่งใหญ่กำลังจะปะทุขึ้น ทัพทหารมองโกลนับแสน พร้อมจะโจมตีต้าซ่งให้มอดไหม้ ก๊วยเจ๋งและเอี้ยก้วย รวมกำลังเข้าต่อสู้เพื่อให้ปกป้องแผ่นดิน ต้าซ่งจะรอดพ้นจากภัยคราวนี้หรือเปล่า ความรักอันยิ่งใหญ่ระหว่างศิษย์กับอาจารย์ของเอี้ยก้วย และเซียวเหล่งนึ่ง ที่มีจารีตประเพณีเป็นกำแพงขวางกั้นจะลงเอยเช่นไร ติดตามชมได้ใน มังกรหยก ศึกอภินิหารเจ้าอินทรี (The Romance of the Condor Heroes)

เรื่องย่อ สาวน้อยจ้าวพายุ (The Whirlwind Girl) ภาคแรก ตอนที่ 10

อาจารย์เจิ้งบอกให้เหล่าศิษย์ช่วยกันโยนไป๋เฉ่าออกจากโรงฝึก กวงหย่าเห็นไป๋เฉ่าถูกลากออกจากโรงฝึกอย่างน่าเวทนาแต่ก็ทำได้เพียงแอบสงสารและเป็นห่วง หลังถูกโยนออกนอกประตูใหญ่ไป๋เฉ่ารีบลุกขึ้นแล้ววิ่งกลับไปอีกทีแต่ไม่ทันเพราะประตูถูกปิดล็อคเสียก่อน ถึงกระนั้นคุณก็ไม่ยอมไปไหนและยังคงคุกเข่าที่หน้าประตูท่ามกลางสายฝนอันเหน็บหนาวในยามค่ำคืน (เซี่ยงหนานเฝ้ามองคุณจากในห้องด้วยความเป็นห่วง) กวงหย่าเก็บข้าวของส่วนตัวของไป๋เฉ่าแล้วนำออกไปมอบให้  พร้อมกับบอกไป๋เฉ่าว่าอย่าได้คิดกลับมาที่นี่อีกเพราะอาจารย์เจิ้งไม่มีวันเปลี่ยนใจ ไม่ว่าคุณจะทำตัวน่าสงสารมากแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ทางที่ดีคุณควรออกไปหาที่อยู่ใหม่ ไป๋เฉ่ายืนกรานว่าตนไม่ได้ทำอะไรผิด และไม่เข้าใจว่าทำไมทุกคนถึงพากันโทษตน กวงหย่าย้ำว่าทั้งหมดเป็นความผิดของไป๋เฉ่าที่ทำให้อาจารย์เจิ้งและพวกตนอับอายขายหน้า มิเช่นนั้นจะโทษว่าเป็นความผิดของอาจารย์เจิ้งที่ช่วยดูแลและให้ที่กินที่อยู่คุณงั้นหรือ ดังนั้นจงคิดดูให้ดีว่าเป็นความผิดคุณหรือเปล่า พูดจบกวงหย่าก็โยนถุงใส่ของให้ไป๋เฉ่าแล้วกลับเข้าโรงฝึกทันที ไป๋เฉ่าได้แต่มองตามพลางรำพึงรำพันด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า ความจริงแล้วตนก็เหมือนกวงหย่า ตนอยากเป็นศิษย์ตัวจริงของโรงฝึกใจจะขาด แต่สำหรับตนแล้วไม่มีอะไรสำคัญเท่าอาจารย์ (เซี่ยงหนาน) เลย (ไป๋เฉ่าเคยพูดประโยคนี้ลับหลังกวงหย่ามาแล้วครั้งหนึ่ง)

เซี่ยงหนานทำใจแข็งขณะยืนมองไป๋เฉ่านั่งตากฝน เขาหวนนึกถึงวันที่ช่วยไป๋เฉ่าออกจากกองเพลิงแล้วพาไปอยู่ที่บ้านด้วยกัน ในตอนนั้นเมียเขายังมีชีวิตอยู่และคุณก็ช่วยดูแลไป๋เฉ่าเสมือนเป็นบุตรสาวอีกคน เขานึกขึ้นได้จึงกดโทรศัพท์หาเสี่ยวอิ๋ง  เมื่อมองว่าฝนยังตกไม่หยุดซ้ำยังมีฟ้าร้องฟ้าแลบเซี่ยงหนานจึงรีบคว้าร่มอย่างลืมตัวแต่สุดท้ายก็บอกตัวเองให้ใจแข็ง เมื่อเสี่ยวอิ๋งมาถึงก็พยายามฉุดไป๋เฉ่าให้ลุกขึ้นแต่ไป๋เฉ่ายังคงแข็งขืน (เสี่ยวอิ๋งสู้แรงไป๋เฉ่าไม่ไหว) ครั้นเห็นเพื่อให้นถูกปล่อยให้อยู่ในสภาพอันน่าเวทนาตามลำพัง เสี่ยวอิ๋งจึงโวยลั่นว่าโรงฝึกเฉวียนเซิ่งมีแต่คนใจจืดใจดำ ไม่เห็นมีใครช่วยปกป้องหรือขอร้องแทนไป๋เฉ่าเลยสักคนทั้งที่ไป๋เฉ่าอยู่ที่นี่มาเป็นสิบปี ไป๋เฉ่าเริ่มมีอาการไอแต่ยังคงบอกว่าตนไม่เป็นไร เสี่ยวอิ๋งจึงพยายามชวนไป๋เฉ่ากลับบ้านโดยบอกว่าแม้เฉวียนเซิ่งไม่ต้องการไป๋เฉ่า แต่ซงไป่ไม่รังเกียจไป๋เฉ่าแน่ๆ ไป๋เฉ่ายืนกรานว่าตนเป็นศิษย์อาจารย์และศิษย์ของโรงฝึกเฉวียนเซิ่ง เสี่ยวอิ๋งแย้งว่าเฉวียนเซิ่งเขี่ยไป๋เฉ่าทิ้งแล้ว ถ้าไม่กลับบ้านกับตนแล้วจะนอนข้างถนนหรือยังไง

เมื่อมองว่าไป๋เฉ่ายังคงดื้อดึง เสี่ยวอิ๋งจึงทิ้งร่มแล้วถอดเสื้อคลุมฝนออก จากนั้นก็นั่งตากฝนเป็นเพื่อให้นไป๋เฉ่า ไป๋เฉ่าพยายามห้ามปรามแต่เสี่ยวอิ๋งไม่ฟัง เมื่อไป๋เฉ่าออกตัวว่าตนไม่มีค่าพอให้เสี่ยวอิ๋งทำเช่นนี้ เสี่ยวอิ๋งจึงร่ำไห้พลางชี้ว่า ตนไม่รู้ว่าไป๋เฉ่าเห็นตนเป็นเพื่อให้นรักไหม แต่ไป๋เฉ่าเป็นเพื่อให้นรักของตนเสมอ ที่ผ่านมาเวลาตนเดือดร้อนไป๋เฉ่ามักเป็นคนแรกที่ยื่นมือเผ่านาช่วย เมื่อไป๋เฉ่ายอมรับว่าเสี่ยวอิ๋งเองก็เป็นเพื่อให้นรักของตนเช่นกัน เสี่ยวอิ๋งจึงถามว่าแล้วทำไมไป๋เฉ่าถึงยังคงยืนกรานว่าจะนั่งคุกเข่าอยู่ที่นี่แทนที่จะกลับบ้านกับตน ไป๋เฉ่าทนเห็นเพื่อให้นรักนั่งคุกเข่าตากฝนใกล้เคียงได้ลงคองั้นหรือ ปรากฏว่าเสี่ยวอิ๋งเองก็ใจเด็ดไม่แพ้กัน คุณยืนกรานว่าจะอยู่เป็นเพื่อให้นไป๋เฉ่าไม่ว่าคืนนี้ไป๋เฉ่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ไป๋เฉ่าเห็นเสี่ยวอิ๋งตัวสั่นด้วยความหนาวเหน็บจึงยอมกลับบ้านกับเสี่ยวอิ๋งแต่โดยดี เซี่ยงหนานเห็นดังนั้นก็รู้สึกโล่งใจ เขาภาวนาให้ไป๋เฉ่าไปจากตนให้ไกลที่สุด เพราะนั่นเป็นทางเดียวที่จะทำให้ไป๋เฉ่าโบยบินได้อย่างอิสระและได้เรียนหยวนอู่เต้า

เรื่องย่อ ศึกรักลิขิตสวรรค์ (Princess of Lanling King) ตอนที่ 5

ขณะที่ต่างข้างต่างมัวแต่ยืนจับจ้องโดยไม่มีใครพูดจา ฮ่องเต้ "โจวหมิงตี้" (หรือ "อวี่เหวินอวี้" พระราชาธิราชองค์ที่สองของราชวงศ์เป่ยโจว และพระเชษฐาของอวี่เหวินยง) ก็คว้าผ้าเช็ดหน้าในมืออวี่เหวินยงมาดู ครั้นคิดว่าลายปักต่างจากผลงานของหญิงสาวโดยทั่วไป พระองค์จึงสงสัยว่าทำไมคุณถึงปักภาพดอกไม้เพียงหนึ่งดอก ซ้ำยังมีหิ่งห้อยโบยบินแค่สองตัว (ไม่ปักดอกบัว โบตั๋น ผีเสื้อ นก เหมือนสตรีคนอื่นๆ) ชิงสั่วไม่รู้ว่าชายที่อยู่ตรงหน้าคือฮ่องเต้จึงแบมือขอผ้าเช็ดหน้าสุดหวงคืน (ลายปักบนผ้าเช็ดหน้าสื่อความนัยถึงคนรัก "เกาฉางกง") จื่อเม่ยได้ยินดังนั้นจึงเรียกชื่อชิงสั่วด้วยน้ำเสียงตำหนิ ก่อนถวายความเคารพฮ่องเต้ ชิงสั่วรีบทำตามแต่ยังไม่วายทวงผ้าเช็ดหน้าคืน

เมื่อฮ่องเต้ยืนกรานว่าชิงสั่วต้องตอบคำถามของตนก่อน ชิงสั่วจึงชี้ว่าแม้หิ่งห้อยจะตัวเล็กและไม่โดดเด่นสะดุดตา (เวลาไม่เปล่งแสง) แต่ก็มีจิตวิญญาณเช่นกัน หลังจากนั้นคุณก็ร่ายบทกวีที่เปรียบเปรยความงามของแสงหิ่งห้อยให้ฮ่องเต้ฟัง ครั้นได้ฟังความคิดความอ่านของชิงสั่วฮ่องเต้ก็รู้สึกประทับใจและคืนผ้าเช็ดหน้าให้คุณตามสัญญา  ชิงสั่วนำผ้าเช็ดหน้ามาวางแนบอกอย่างหวงแหน ครั้นหันไปมองอวี่เหวินยงก็พบว่าเขากำลังจ้องหน้าคุณเขม็งก่อนแกล้งชายตามองไปทางอื่น  ชิงสั่วเห็นดังนั้นก็ได้แต่งงที่เขามองแล้วทำเมิน แถมเขายังจงใจคว้าตัวหญิงสาวข้างกายเผ่านาหาใกล้ๆ เพื่อให้เย้ยชิงสั่วอีกด้วย

ขณะอยู่ในงานเลี้ยงท่ามกลางเหล่าขุนนางในราชสำนักและครอบครัว อวี่เหวินฮู่สังเกตเห็นฮ่องเต้นั่งกระวนกระวายใจทั้งๆ ที่การแสดงของเหล่านางรำพึ่งจะจบลงจึงอดทักไม่ได้ ที่แท้ฮ่องเต้กำลังตั้งตารอดูการร่ายรำของชิงสั่วเพราะได้ยินมาว่าคุณมีลีลาการร่ายรำที่แสนอ่อนช้อยและชวนหลงใหล ครั้นเห็นชิงสั่วเดินเผ่านาในชุดระบำนกยูง ฮ่องเต้ก็ยิ้มออกทันที เมื่ออวี่เหวินยงและอวี่เหวินฮู่หันไปมองฮ่องเต้ก็รู้ได้ทันทีว่าพระองค์ทรงหลงเสน่ห์ชิงสั่วเข้าแล้ว (อวี่เหวินยงเห็นแล้วรู้สึกเป็นไม่สบายใจเพราะไม่ไว้ใจชิงสั่ว ด้วยมองว่าคุณเป็นคนของอวี่เหวินฮู่ ส่วนอวี่เหวินฮู่เห็นแล้วสะใจที่ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผน) หลังโชว์ลีลาการร่ายรำได้ครู่หนึ่ง ชิงสั่วก็เดินหน้าหว่านเสน่ห์ตามแผนด้วยการเข้าไปเชิญอวี่เหวินยงออกมากลางเวที อวี่เหวินยงอยากรู้ว่าชิงสั่วจะมาไม้ไหนจึงยอมเล่นตามน้ำ ปรากฏว่าชิงสั่วลากอวี่เหวินยงมาปล่อยเกาะกลางเวที อวี่เหวินยงจะจับมือชิงสั่วหมายร่ายรำด้วยกัน แต่ชิงสั่วชิ่งหนีไม่ยอมให้เขาแตะต้องหรือร่ายรำด้วย จากนั้นก็ปล่อยให้อวี่เหวินยงยืนดูคุณร่ายรำตรงหน้ากระทั่งจบการแสดงในที่สุด

เรื่องย่อ ตี๋เหรินเจี๋ย นักสืบราชวงศ์ถัง (Detective Dee) ตอนที่ 5

เซียวเฉาเทียนหาได้เกรงกลัวซ้ำยังหัวเราะร่า จ้าวเป่าเห็นเซียวเฉาเทียนลบหลู่ใต้เท้าเหยียนแล้วอดรนทนไม่ได้จึงออกอาการไม่พอใจ เซียวเฉาเทียนจึงใช้จ้าวเป่าเป็นเครื่องมือในการแดกดันใต้เท้าเหยียน โดยชี้ว่าจ้าวเป่าเป็นคนต่ำต้อยและเป็นเพียงสุนัขรับใช้ของฮ่องเต้ จึงควรหัดเจียมเนื้อเจียมตัวแทนที่จะแส่เรื่องของคนอื่น จากนั้นก็เตือนว่าเป็นหมาอย่าเที่ยวกัดไปทั่ว เพราะถ้ากัดผิดคน… (เขาจ้องหน้าใต้เท้าเหยียนแล้วกล่าวต่อว่า) "อาจตายไม่รู้สึกตัว" เซียวเฉาเทียนประกาศว่าพระสนมเซียวเป็นพี่น้องของตน ตนกับฮ่องเต้จึงเป็นครอบครัวเดียวกัน จากนั้นก็เอ่ยปากไล่จ้าวเป่าให้ไปเห่าหอนที่อื่น ใต้เท้าเหยียนเห็นจ้าวเป่ายืนลังเลและพยายามระงับอารมณ์จึงส่งสัญญาณบอกให้จ้าวเป่าถอยออกไปก่อน เซียวเฉาเทียนกล่าวว่าตี๋เหรินเจี๋ยทั้งฆ่าคนและแหกคุก เช่นนี้แล้วพวกตนจะเชื่อสิ่งที่คนอย่างตี๋เหรินเจี๋ยเขียนขึ้นได้อย่างไร พูดจบเขาก็อาสาพาใต้เท้าเหยียนเข้าไปสืบหาความจริงด้านใน โดยบอกว่าตนจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังเอง 

พี่น้องสองสาวคุมตัวตี๋เหรินเจี๋ยไปพิสูจน์ความจริงที่หยาเหมิน ระหว่างทางตี๋เหรินเจี๋ยรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างไม่ชอบมาพากลจึงเตือนสองสาวว่าอาจเดือดร้อนเพราะตน ครั้นตี๋เหรินเจี๋ยบอกว่าตนเคยอ่านตำรายุทธ์แต่ไม่สนใจฝึกปรือเพราะบัณฑิตอย่างตนชอบใช้สมองมากกว่าใช้กำลัง และคิดว่าสามารถเอาชนะศัตรูนับพันนับหมื่นได้ด้วยการจรดพู่กัน สองสาวจึงหาว่าเขาขี้โม้และบอกให้เขาหลบอยู่ด้านหลังพวกตน เมื่อสมุนของเซียวเฉาเทียนเปิดฉากโจมตีตี๋เหรินเจี๋ย หงจินกับหลานหลิงจึงออกโรงปกป้องและกำจัดเหล่าสมุนของเซียวเฉาเทียนที่ดักซุ่มโจมตีตี๋เหรินเจี๋ยจนหมดสิ้น แต่ยังต้องเผชิญหน้ากับสองพี่น้อง "อู่ลิ่ว" และ "อู่ชี" ที่ขายชีวิตให้เซียวเฉาเทียน ตี๋เหรินเจี๋ยจึงเตือนสองสาวให้ระวังตัว หลังพยายามปกป้องตี๋เหรินเจี๋ยจนได้รับบาดเจ็บทั้งคู่ ซ้ำยังมีทหารของเซียวเฉาเทียนตามมาสมทบอีกจำนวนหนึ่ง ตี๋เหรินเจี๋ยจึงพาสองสาวหนีไป

เซียวเฉาเทียนพาใต้เท้าเหยียนมาดูจุดเกิดเหตุพลางกล่าวว่าตี๋เหรินเจี๋ยเป็นฆาตกรใจคอโหดเหี้ยม เมื่อใต้เท้าเหยียนตัดบทว่าตนจะรอฟังคำอธิบายจากปากตี๋เหรินเจี๋ยก่อน เซียวเฉาเทียนแย้งว่าถ้าเช่นนั้นใต้เท้าเหยียนคงต้องเดินทางไปฟังที่ปรโลก เพราะตนส่งคนไปจับนักโทษแหกคุกตี๋เหรินเจี๋ยแล้วและสั่งให้ฆ่าทันทีหากขัดขืน ใต้เท้าเหยียนได้ยินดังนั้นจึงประณามเซียวเฉาเทียนที่คิดฆ่าตัดตอนทั้งที่ความจริงยังไม่กระจ่าง เซียวเฉาเทียนชักดาบออกมาข่มขู่พลางแย้งว่ามีหลักฐานปรากฏตำตาว่าตี๋เหรินเจี๋ยฆ่าวังจื่อเฟิงและครอบครัว เขาจงใจสาธิตและเล่าให้ใต้เท้าเหยียนฟังเป็นฉากๆ ว่าตนฆ่าวังจื่อเฟิงและลูกเมียยังไง ตรงจุดไหนบ้าง (แต่อ้างว่าเป็นความประพฤติปฏิบัติที่โหดเหี้ยมของตี๋เหรินเจี๋ย) จากนั้นก็ใช้ดาบชี้ไปยังตัวอักษร "ตี๋" ที่เขียนด้วยเลือดโดยบอกว่านี่คือเบาะแสที่วังจื่อเฟิงทิ้งไว้ก่อนตาย

หลังใส่ความตี๋เหรินเจี๋ยแล้ว เซียวเฉาเทียนก็เชิญใต้เท้าเหยียนไปพักระหว่างรอให้ถนนซ่อมเสร็จ ใต้เท้าเหยียนครุ่นคิดและทบทวนเหตุการณ์ครู่หนึ่งก่อนเดินสำรวจที่ดินโดยรอบ ในที่สุดเขาก็พบว่ามีปลายดาบหักปักติดคาเสา (ซึ่งตรงกับรอยหักที่ดาบของเซียวเฉาเทียน) เขาจึงนึกถึงคำพูดของตี๋เหรินเจี๋ยที่บอกตอนอยู่ในคุกว่าฆาตกรตัวจริงทิ้งหลักฐานสำคัญเอาไว้ในที่เกิดเหตุ

เรื่องมากับพระ

กำกับภาพยนตร์โดย อุดม อุดมโรจน์

บทภาพยนตร์โดย ทองขาว มะขามป้อม

ที่ปรึกษาบทภาพยนตร์ บัณฑิต ฤทธิ์ถกล, วิจิตร ขจรประภาสันต์, อรัญ สุวัฒน์วงษ์ชัย, สุขุม เมธาวนิช, ธีระวัฒน์ รุจินธรรม, บุญส่ง นาคภู่, วัชรพงศ์ สุวรรณมณี

ที่ปรึกษาด้านการผลิต พูนศักดิ์ อุทัยพันธุ์

บนขบวนรถไฟที่กำลังมุ่งสู่ตอนเหนือของประเทศไทย เณรเล็ก ( อ๊อฟ แฟนฉัน) เณรบวชใหม่ลูกเศรษฐีที่พ่อขอร้องให้บวชเณร เนื่องจากความเชื่อเรื่องดวงชะตา จึงส่งไปอยู่ ณ วัดบนดอยสูง ในการเดินทางครั้งนี้ เณรเล็กได้พบกับ พล( วัชรบูล ลี้สุวรรณ) ชายหนุ่มตกอับที่หนีปัญหา เดินทางโดยไร้จุดหมาย และ แตงโม ( ปู ไปรยา ) สาวสวยที่ไม่เข้าใจในรัก เลิกกับแฟนเดินทางกลับบ้านเกิด เรื่องวุ่น ๆ ก็เริ่มต้น เมื่อทั้ง 3 คนได้รู้จักกันแบบไม่ตั้งใจ

เมื่อถึงจุดหมายปลายทางที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่เชียงราย เณรเล็กมุ่งตรงสู่วัดทองพันชั่ง อันมี หลวงพี่สิทธิ์ ( อัมรินทร์ นิติพน) เจ้าอาวาสอารมณ์ร้อน ส่ง เณรโก๊ะ ( โก๊ะตี๋ อารามบอย) ขี่ม้าไปรับขึ้นดอย และที่วัดแห่งนี้ เณรเล็กได้รู้จัก พระหลับ ( กล้วย เชิญยิ้ม) และ หลวงปู่ ( นพดล ดวงพร) เรื่องวุ่น ๆ แบบธรรมหรรษาก็เกิดขึ้น นับตั้งแต่ก้าวแรกของเณรเล็ก

ส่วนพลกับแตงโมได้พบกันอีกครั้งด้วยกรรมบันดาล แตงโม จอมหาเรื่องได้ถูกพลช่วยเหลือ ให้หนีรอดปลอดภัยจากแก๊งค์ป่วนคาราโอเกะ และเริ่มสัมพันธ์เรื่อยมา โดยมี กำนันยศ ( พิศาล อัครเศรณี) เป็นตัวสร้างเรื่อง ไม่ว่าทั้งทางโลก และทางธรรม แล้วปัญหาต่างๆก็ใหญ่ขึ้น เมื่อ โทนี่( สมชาย ศักดิกุล) ชายแปลกหน้าเข้ามาป้วนเปี้ยนแถวหมู่บ้านและวัดทองพันชั่ง เหล่าพระเณร รวมทั้งพลและแตงโม ต่างงงในเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จนวัดทองพันชั่งเกือบถูกทำลาย………

อัมรินทร์ นิติพน รับบท หลวงพี่สิทธิ์ เจ้าอาวาสวัดทองพันชั่ง เป็นพระหนุ่มนักพัฒนา  มุ่งหวังจะให้ชาวบ้านเลิกงมงายกับความเชื่อเรื่องผี จนไม่มีใครยอมใส่บาตร เลยต้องขี่ม้ารับบิณฑบาตรในอีกหมู่บ้านหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างไกลวัชรบูล ลี้สุวรรณ รับบท พล ชายหนุ่มที่เจอกับปัญหาชีวิตในเมือง จนต้องหนีความวุ่นวายจากเมืองหลวงเพื่อหาที่สงบจิตใจ จนได้มาพบกับหลวงพี่สิทธิ์ผู้ชี้ทางสว่างและร่วมกันพัฒนาวัดทองพันชั่งปู ไปรยา รับบท แตงโม ลูกสาวของกำนันยศ อกหักสิ้นหวังกับ

The Disaster Artist

ชื่อของหนัง “The Room” อาจจะไม่ได้อยู่ในประเภทหนังฟอร์มยักษ์หรือหนังคุณภาพรางวัลออสการ์ แต่มันกลับอยู่ในทางตรงกันผ่านกันอย่างสิ้นเชิง เพราะผลงานของ Tommy Wiseau ทีทั้งควบตำแหน่งผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ เขียนบท คัดเลือกผู้แสดงและควักเงินออกทุนสร้างเองทั้งหมดเรื่องนี้ที่ออกฉายในปี 2003 และได้ชื่นว่าเป็นหนังที่ห่วยที่สุดเรื่องหนึ่งตลอดกาล แต่เมื่อระยะเวลาผ่านไป “The Room” ก็กลับกลายมาเป็นหนังคัลท์ที่ผู้คนให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นและเปลี่ยนเป็นโปรแกรมฉายรอบมิดไนท์ที่ตั๋วล้วนขายหมดเกลี้ยงในอเมริกา ที่ยังคงถูกหยิบมากล่าวถึงบ่อยๆจนถึงทุกวันนี้

“The Disaster Artist” เป็นหนังที่สร้างมาจากหนังสือชื่อเดียวกันที่เขียนโดย Greg Sestero (ดาราผู้รับบท Mark หนึ่งในตัวละครหลักใน The Room) ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวเบื้องหน้ากว่าจะมาเป็นหนังเรื่อง The Room โดยย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงเวลาที่ผู้แสดงชายหนุ่มมือใหม่ที่ฝันว่าจะเข้าแวดวงแสดงและเป็นดาราดัง Greg Sestero ได้รู้จักกับ Tommy Wiseau ชายท่าทางแปลกแปลกที่มาพร้อมสำเนียงการพูดที่แปลกไม่แพ้บุคลิกของเขา ทั้งคู่แทบไม่มีอะไรเหมือนกัน นอกจากความฝันในการจะเป็นดาวดังในแวดวงภาพยนตร์ให้ได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อยังหาหนทางในการเป็นดาราไม่ได้ Tommy จึงผุดไอเดียที่ว่า “ทำไมเราไม่สร้างหนังของตนขึ้นมาแทนล่ะ?”

ความคิดของ Tommy จึงนำไปสู่การสร้างหนังที่มีชื่อว่า The Room ที่จะกลายมาเป็นดั่งมาสเตอร์พีซของหนังกากที่ดังไปทั่วโลก!

แม้แรกเริ่มจะคาดเดาว่า “The Disaster Artist” คงจะเป็นการนำเสนอชีวประวัติและเบื้องหน้าการสร้างหนังที่เน้นความตลกโปกฮา แต่เอาเข้าจริงๆนี่เป็นหนังที่สะท้อนแง่มุมของมิตรภาพระหว่างเพื่อให้นที่มีความฝันเดียวกันได้อย่างดีเยี่ยม รวมทั้งการทุ่มเท ตั้งอกตั้งใจและกล้าที่จะทำในสิ่งที่ตนเองชื่นชอบแบบสุดโต่ง ผ่านตัวละคร Tommy แม้คนรอบตัวจะมองว่าเขาช่างไร้ประสบการณ์และคงล้มเหลวกับการนำเงินมาละลายเพื่อให้สร้างหนังที่อาจไม่มีคนดูเลย (ตามข้อมูลกล่าวว่า Tommy ใช้เงินสร้างหนัง The Room ไปสูงถึง $6 ล้าน ซึ่งหมดไปกับหนังที่ถ่ายที่มีฉากแค่ในอพาร์ทเม้นท์และด่านฟ้าตึก!)

หนังถ่ายทอดตัวละคร Tommy ได้ชัดเจนมากกับการเป็นคนที่โคตรลึกลับ แปลกประหลาก (หรือเรียกว่าเอกลักษณ์?) และกล้าที่จะคิดและทำอะไรแบบสุดโต่ง ซึ่งต้องชมการแสดงของ James Franco แสดงได้ชวนเชื่อมากๆ (หลังหนังจบมีการนำฉากจาก The Room มาเทียบกับฉากในหนังเรื่องนี้ ซึ่งเรียกว่าเป๊ะเวอร์) เราจะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ Tommy ได้รับกับการถูกตราหน้าจากคนในแวดวง ปัญหาในกองถ่ายและปัญหาระหว่างเพื่อให้นสนิท จนเราต้องเชียร์ให้เขาทำหนังสำเร็จให้ได้ แม้จะรู้ว่ามันคงออกมาห่วยก็ตามที

“The Disaster Artist” ยังเป็นการรวมทีมผู้แสดงดัง เพราะหนังยังมี Dave Franco, สาวสวย Alison Brie, Seth Rogen, Josh Hutcherson และ Zac Efron มาร่วมรับบทตัวละครสำคัญๆ และยิ่งไปกว่านั้นคือหนังมีฉาก End Credit แถมท้ายพร้อมดารารับเชิญเจ้าของเรื่องราวทั้งหมด