Category: ดูหนังไทยเต็มเรื่อง

เรื่องย่อมือปราบข้าวสารเสก

สณฑ์ (บอล-กัมมัญญ์ กลมแก้ว) มือปราบชายหนุ่ม นิสัยดี ศีลห้าครบ ที่มีความชำนาญพิเศษติดตัวมาแต่เกิดคือ.. เบิกเนตรเห็นผีได้ จนเป็นเหตุให้เขาถูกฝากตัวไว้กับ หลวงตา (สรพงศ์ ชาตรี) ที่ลำพูนตั้งแต่ยังเด็กเพื่อให้ความปลอดภัย ซึ่งสณฑ์ก็ได้ใช้ความถนัดในการเห็นผีนี้ ช่วยเหลือทั้งคนและผีอย่างเงียบ ๆ แต่เพราะสณฑ์ดันไปโชว์ปราบผีกลางตลาดสด เลยถูกส่งไปพบจิตแพทย์ ซึ่งก็คือ รุ้งเคียงจันทร์ อลังการทรัพย์สิน (น้ำหวาน-ภูริตา สุปินชมภู) จิตแพทย์สาวดีกรีปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยเครือไอวี่ลีก ทั้งคู่ไม่ถูกชะตากันอย่างแรง เมื่อสณฑ์การันตีว่าเขาเห็นผี แม้ผลการทำแบบทดสอบสุขภาพจิตของสณฑ์จะออกมาว่าปกติ แต่ด้วยอคติส่วนตัวทำให้รุ้งตัดสินใจเขียนในใบวินิจฉัยแพทย์ว่า สณฑ์ไม่พร้อมจะทำการตรวจสุขภาพจิต ซึ่งมีผลทำให้สณฑ์โดนสั่งพักงาน 7 วัน

          พลตำรวจโทแสงฉาน (ใหญ่-วัชรเกียรติ บุญภักดี) พ่อของสณฑ์ทราบเรื่องที่ลูกชายมีปัญหากับหัวหน้า จึงจัดการย้ายสณฑ์ให้ไปอยู่ทีมหน่วยปราบปราบเฉพาะกิจ ที่มี สารวัตรนที (ต้น-จักรกฤษณ์ อำมะรัตน์) เป็นหัวหน้าทีม สณฑ์จึงได้เผ่านาประจำการอยู่ในทีม กระบือบานเบ่ง ซึ่งมี จ่าสมพงศ์ (อนันต์ บุนนาค) เซียนพระขั้นเทพ, หมวดปกป้อง (โฆษวิส ปิยะสกุลแก้ว) เป็นเลิศด้านไอที, หมวดตรัย (พงษ์พันธ์ เพชรบัณฑูร) หูทิพย์ โดยได้รับมอบหมายให้ปราบปรามแก๊งลอบค้าวัตถุโบราณ และในวันแรกที่เขาเตรียมคิดแผนจับเป็นแก๊งค์นี้ ก็เป็นวันเดียวกับที่รุ้งเคียงจันทร์เตรียมตัวจะเดินทางไปเซอร์ไพรส์วันครบรอบ 8 ปี ที่คุณกับ ชานนท์ (โก-โกสินทร์ ราชกรม) พระเอกเบอร์รองเป็นแฟนกัน ทั้งคู่แอบคบกันอย่างลับ ๆ เพราะชานนท์กลัวเรตติ้งตก แต่แล้วรุ้งเคียงจันทร์กลับเป็นข้างเซอร์ไพรส์ เมื่อเจอชานนท์กับแขกแปลกหน้าอย่างมากที่มีนายใหญ่คือ บอสลึกลับและ มิสเตอร์เควิน (ปีเตอร์ ธูนสตระ) ผู้ร่วมขบวนการค้าวัตถุโบราณ รุ้งถูกชานนท์ยิงจนร่วงลงไปใต้น้ำ ก่อนที่จะมีมือของสณฑ์มาช่วยประคองไว้

          รุ้งเคียงจันทร์รู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่ที่โรงพยาบาล คุณเรียกพ่อแม่และพี่ชายสองคนของคุณ แต่กลับไม่มีใครเห็นและได้ยินคุณนอกจากสณฑ์ รุ้งเริ่มเชื่อแล้วที่สณฑ์เคยบอกว่าเห็นผี เลยขอตามสณฑ์มาอยู่ด้วยที่บ้านและได้เจอกับ เบบี้กาก้า (ชบาแก้ว-ดญ.อังศุมาลิน คงไทย) กุมารทองเด็กแก่แดด ที่สณฑ์อุปการะไว้ รุ้งเริ่มหัดเรียนรู้โลกของผีจากกาก้า ไม่ว่าจะเป็นการเดินผ่านวัตถุ การทำเสียงดัง หลอกคน การเปลี่ยนคอสตูมเป็นแฟชั่นนิสต้าอย่างกาก้า สณฑ์พารุ้งกับกาก้าไปหาหลวงตาที่เคยเลี้ยงดูเขาที่ลำพูน หลวงตาบอกให้รุ้งสบายใจว่า รุ้งยังไม่ถึงฆาตแค่รอใช้กรรมหมดก็จะได้กลับเข้าร่าง ระหว่างนี้ให้สณฑ์อุปการะไปก่อน หลวงตามองสณฑ์แล้วอมยิ้มอย่างมีพิรุธ

เรื่องย่อ รักใสใสของนายข้างบ้าน (My Flower Boy Next Door) ตอนที่ 3

เอ็นริเก้ถามโซยองว่า ไม่ได้พบกันตั้ง 1 ปีแต่คุณกลับไม่รู้สึกอะไรเลยหรือ โซยองแย่งอมยิ้มในปากเอ็นริเก้มาอมหน้าตาเฉยแล้วโวยว่าจะให้รู้สึกอะไร ในเมื่อคุณยืนรอเขาให้สัมภาษณ์ผู้รายงานข่าวจนแทบจะแข็งตายอยู่แล้ว (เสื้อผ้าที่คุณใส่เป็นชุดบางเบาสำหรับหน้าร้อน) เอ็นริเก้นึกว่าโซยอนแต่งตัวสวยมาอวดตน แต่โซยอนปฏิเสธโดยบอกว่าคุณมีความจำเป็นบางสิ่งถึงต้องแต่งตัวอย่างนี้ เอ็นริเก้รีบหยิบเสื้อกันหนาวตัวใหญ่ยักษ์ในกระเป๋าออกมาสวมให้โซยอน หลังรูดซิปเสื้อกันหนาวให้คุณแล้วเขาก็ยื่นหน้าเข้าไปหาคุณอย่างกับว่ากำลังจะจูบ แต่แล้วเขากลับคาบอมยิ้มที่โซยอนพึ่งดึงออกมาจากปากกลับมาอมตามเดิม

ระหว่างเดินกลับห้องพักดงฮุนถามจินรักว่า ไม่กลัวเสียศักดิ์ศรีหรือไง ถึงกล้าเสนอพล็อตเรื่องใหม่เมื่อโดนปฏิเสธ จินรักตอบว่าศักดิ์ศรีกินไม่ได้ และถามกลับว่าการเดินกลับบ้านด้วยความโกรธหลังถูกปฏิเสธคือวิธีการรักษาศักดิ์ศรีของดงฮุนงั้นหรือ ดงฮุนเถียงไม่ออกเลยถามจินรักว่าเขามีไอเดียในการเขียนเรื่องใหม่  (Flower Boy Next Door) แล้วหรือยัง หากยังคิดไม่ออกก็ให้มองมาที่ตนเพราะตนนี่แหล่ะคือ "Flower Boy" ตัวจริงที่หล่อขั้นเทพตั้งแต่หัวจรดเท้า

ขณะกำลังตรวจแก้ต้นฉบับ ทงมีก็ได้รับโทรศัพท์จากกองบรรณาธิการ คุณจึงรีบคว้าโพสต์อิท (ซึ่งลิสต์รายการที่ต้องพูด) ขึ้นมาดูแล้วบอกว่าจะส่งงานให้หลังเที่ยง ส่วนงานชิ้นต่อไปขอให้ส่งมาทางไปรษณีย์ คุณพูดตามที่ลิสต์ไว้ในโพสต์อิททุกข้อ ยกเว้นข้อสุดท้ายที่ต้องขอให้บก.ช่วยโอนเงินค่าจ้างมาให้ แม้จะเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนที่สุด แต่ก็เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะเอ่ยปากสำหรับทงมี

ขณะที่ทงมีกำลังส่องกล้องดูน้องหมาที่ห้องของเทจุน คุณก็ได้ยินเสียงรปภ. "ฮง ซุนชอล" ประกาศว่าเย็นวันนี้จะมีการชุมนุมประท้วงนัดแรกของปี ห้องไหนที่ไม่มาร่วมชุมนุมจำเป็นต้องเสียค่าปรับ แม้จะไม่เอ่ยเลขห้องตรงๆ แต่คุณลุงรปภ. ก็จงใจประกาศบอกทงมีว่า "สำหรับห้องที่ไม่เคยร่วมการชุมนุมเลยสักครั้งนับตั้งแต่ย้ายเผ่านา ผมหวังว่าจะได้พบกันเย็นนี้" หลังจากนั้นลุงรปภ.ก็ประกาศว่าผู้นำการชุมนุมในวันนี้คือห้อง 401  ชั้น 4 ซึ่งก็คือห้องของจินรักและดงฮุนนั่นเอง (ทงมีอยู่ห้อง 402) 

* คนในตึก "ชินชุก" ของทงมีรวมตัวชุมนุมเพื่อให้เรียกร้องค่าชดเชยจากออฟฟิศเทล (อาคารสูงซึ่งภายในมีทั้งที่พัก สำนักงาน และร้านค้า) ชื่อ "โอเชี่ยน วิลเลจ" ที่อยู่ฝั่งตรงผ่าน เนื่องด้วยสร้างใกล้กันมากและมีขนาดสูงใหญ่จึงบดบังทัศนียภาพ โดยตึกดังที่กล่าวถึงแล้วเป็นตึกที่เทจุนอาศัยอยู่นั่นเอง

เรื่องย่อ ฟ้าส่งผมมาเป็นหมอ (Good Doctor) ตอนที่ 4

ชีอนพบว่าฮยอนอูมีลมในช่องเยื่อหุ้มปอดด้านขวาจึงขอให้หมออีกคนช่วยเป่าปากฮยอนอูไปพลางๆ (เป่าลมหายใจเข้าไปในปอด) ทุกๆ 3 วินาที จากนั้นก็รีบวิ่งไปซื้อยาและของจำเป็นที่ร้านขายยา เขาหาท่อสอดและมีดผ่าตัดไม่ได้ จึงหยิบคัตเตอร์และปากกาลูกลื่นติดมือไปด้วย หลังฆ่าเชื้อทุกอย่างแล้ว เขาก็ทำการเจาะโพรงเยื่อหุ้มปอดแล้วใช้ปากกาลูกลื่น (ที่ตัดหัวท้ายและเอาไส้ปากกาออกแล้ว) ทิ่มเข้าไป เพื่อให้ระบายลมออกจากปอดให้เด็ก โดยทำตามตำราแพทย์ที่บันทึกไว้ในสมอง

เมื่อหน่วยกู้ชีพมาถึงชีอนก็ร้องขอเครื่องช่วยหายใจสำหรับเด็ก จากนั้นก็เริ่มตรวจที่รอบๆท้องเมื่อกดดูเบาๆ ก็พบว่าท้องของฮยอนอูโป่งออก ซึ่งหมายความว่าได้รับบาดเจ็บอย่างร้ายแรงและมีเลือดออกในช่องท้องซึ่งถือว่าเป็นอันตรายมาก (อันตรายกว่าผู้ใหญ่เพราะเด็กมีปริมาณเลือดน้อยกว่า) จึงจำเป็นต้องรีบให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ หน่วยกู้ชีพเห็นเขาพยายามคลำหาเส้นเลือดเด็ก จึงถามว่าทำไมไม่นำเด็กไปรักษาบนรถพยาบาลเพราะในนั้นมีเข็มและอุปกรณ์ต่างๆ พร้อมกว่า ชีอนอธิบายว่าตนต้องแข่งกับเวลาและการรักษาอาจไม่แม่นยำหากทำในขณะที่รถกำลังวิ่ง เขาพยายามคลำหาหลอดเลือดแต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะหลอดเลือดของเด็กๆ จะบางมาก ยิ่งเด็กมีอาการตกเลือดก็ยิ่งหายากเข้าไปใหญ่ และในตอนนี้ฮยอนอูก็อยู่ในภาวะช็อกเนื่องจากว่าปริมาตรของเลือดลดลง จึงต้องรีบให้น้ำเกลือโดยเร็วที่สุด

หลังคลำหาหลอดเลือดไม่เจอ ชีอนจึงตัดสินใจว่าจะให้น้ำเกลือทางไขกระดูกแทน แต่ปัญหาก็คือ ทีมกู้ชีพไม่มีเข็มเจาะไขกระดูก เขาจึงต้องทำ 'ไอเจคัทดาวน์' ซึ่งก็คือการเจาะเส้นเลือดดำขนาดใหญ่รอบๆลำคอเพื่อให้ให้ยาหรือน้ำเกลือโดยตรง หลังใส่สายน้ำเกลือหรือยาเข้าทางหลอดเลือดดำแล้วเขาก็ให้เจ้าหน้าที่คนหนึ่งบีบถุงน้ำเกลือช่วยอีกแรง หลังช่วยชีวิตสำเร็จแล้วชีอนก็พูดกับฮยอนอูที่ยังคงนอนสลบไสลไม่ได้สติว่า "ทีนี้คุณจะไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ ฮยอนอู ไม่ต้องกลัวนะ" บรรดาไทยมุงได้ยินดังนั้นจึงต่างพากันตบมือให้ ชีอนบอกให้เจ้าหน้าที่รีบนำตัวเด็กไปส่งโรงพยาบาลแล้วเดินจากไป แต่แม่ของเด็กวิ่งตามและขอร้องให้ชีอนติดรถไปด้วยเพื่อให้ความอุ่นใจ ชีอนลังเลเพราะตนมีธุระสำคัญแต่สุดท้ายเขาก็ปฏิเสธไม่ลง โชคดีที่รถพยาบาลกำลังมุ่งหน้าไปโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซองวอนพอดี

เรื่องย่อ ลิขิตรักเจ้าหญิงมูยอง (The Blade and Petal) ตอนที่ 4

ตัดกลับมาที่โรงเตี๊ยมในปัจจุบัน… ยอนชุงมองภาพวาดแม่ที่อยู่บนจี้ (สร้อยคอ) แล้วนึกถึงตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น ในตอนนั้นเขาถามแม่ว่าพ่ออยู่ไหน แม่ของเขาตอบเพียงว่าอยู่ไกลมากและคุณก็ไม่อยากเจอพ่อของยอนชุง ยอนชุงเดาว่าพ่อคงเขี่ยแม่ทิ้งเพราะแม่เป็นเพียงทาส   แต่แม่ยอนชุงปฏิเสธและบอกว่าพ่อของเขาเป็นคนดี หลังจากนั้นคุณก็ถอดสร้อยคอแล้วนำมาสวมให้ยอนชุง… ยอนชุงนั่งมองจี้ที่แม่ให้แล้วถึงกับน้ำตาร่วง 
  
หลังกลับมาที่วังหลวงอย่างปลอดภัยแล้ว องค์หญิงมูยองก็นำตัวยาหายากจากชอลบอนมามอบให้หมอหลวง หมอหลวงจึงทูลว่าตัวเชลยที่องค์หญิงจับมาได้มีกลิ่นอัลมอนด์ ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในแถบตะวันตก และมีฤทธิ์ฆ่าคนได้ด้วย จึงถือเป็นของล้ำค่าหายากมากๆ ในโกกูรยอ (เมล็ดอัลมอนด์ดิบ มีสารไฮโดรเจน ไซยานายด์ หรือ 'ยาเบื่อ' จึงต้องนำมาผ่านความร้อนก่อนกิน – ปัจจุบันการขายอัลมอนด์ดิบที่ยังไม่ผ่านความร้อนเป็นเรื่องผิดกฎหมายในหลายประเทศ) 

พระเจ้ายองรยูตำหนิจางด้วยความโกรธว่า "เชลยตาย มิหนำซ้ำเจ้ายังปล่อยให้มือฆ่าหนีรอดไปได้อีก แล้วเจ้าจะเรียกตัวเองว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ของโกกูรยอได้อย่างไร ข้าจะไม่เสียดายเลยหากชีวิตเจ้าต้องดับสูญไปในตอนนี้ จงสืบหาความจริงมาให้ได้ และอย่าลืมว่าเจ้ามีเพียงชีวิตเดียว"

องค์หญิงมูยองเผ่านาเห็นเหตุการณ์พอดี หลังจางออกไปแล้วองค์หญิงก็ทูลพระเจ้ายองรยูว่า ตอนที่คุณและองค์ชายถูกซุ่มโจมตี มีคนกลุ่มหนึ่งมาช่วยพวกคุณเอาไว้ แต่องค์หญิงไม่รู้ว่าคนกลุ่มนั้นเป็นใครจึงทูลถามพระเจ้ายองรยูว่าเป็นคนที่พระองค์ส่งมาใช่ไหม พระเจ้ายองรยูยังไม่ทันตอบ ภาพก็ตัดไปที่จางซึ่งกำลังนั่งคอตกอยู่ทางด้านนอก

องค์หญิงมูยองเห็นจางนั่งหน้าเครียดหลังถูกพระเจ้ายองรยูตำหนิ จึงปลอบใจว่าไม่ต้องคิดมาก พอจางลุกหนีองค์หญิงก็กล่าวต่อว่า "เสด็จพ่อมักเปรียบเทียบคนองอาจอย่างท่านกับน้องชายของข้า เลยทำให้คุณรู้สึกอึดอัด โชคชะตาช่างกลับกลอกสิ้นดี น้องชายข้าซึ่งเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ไม่ต้องการเป็นพระราชา ส่วนท่านซึ่งคู่ควรกับตำแหน่งพระราชามากกว่าใครกลับไม่สามารถขึ้นครองบัลลังก์ เพียงเพราะไม่ได้อยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์"  (จางเป็นพระราชนัดดา และพระราชาองค์สุดท้ายของโกกูรยอ) จางแย้งด้วยแววตาแข็งกร้าวว่า "โชคชะตาเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ"  องค์หญิงได้ยินแล้วรู้สึกหวั่นใจจึงหันไปมองหน้าจาง จางยิ้มกลบเกลื่อนและกล่าวว่า "พระอนุชาของพระองค์ ควรต้องเอาชนะโชคชะตาได้อย่างแน่ๆ"

เรื่องย่อ สะดุดรักนักเปียโน (Nae Il’s Cantabile) ตอนที่ 8

มีนานั่งดูเหล่านักศึกษาซ้อมการแสดงดนตรีออร์เคสตร้าเพลง "Symphony No. 9" ของ Antonín Dvořák (ซึ่งเป็นเพลงที่ยาวมากๆ) โดยมีซึงโอเป็นวาทยากร จึงเกิดแรงบันดาลใจในการตั้งวงออร์เคสต้าของสถาบัน อาจารย์โดได้ยินดังนั้นก็หัวเราะและชี้ว่าเป็นเพียงฝันอันเลื่อนลอย เพราะตอนนี้วิทยาลัยดนตรีฮันอึมของพวกตนยังตามหลังวิทยาลัยฮันซอทั้งในด้านผลการแข่งขันและการจ้างงานหลังเรียนจบ การแก้ปัญหาในโลกความจริงให้นักศึกษาจึงสำคัญกว่าความฝันลมๆ แล้งๆ มีนาแย้งว่าสโลแกนของฮันอึมคือทำความฝันให้เป็นจริง ด้วยเหตุนี้คุณจึงได้เชิญ "มาเอสโตร ฟรานซ์ ฟอง สเตรซเซอมานน์ (Franz von Stresemann)"   ซึ่งเป็นวาทยากรหลักประจำวง "เวียนนา ฟิลฮาร์โมนิค" "ลอนดอน ฮาร์โมนี่" และ "นิวยอร์ก ฟิลฮาร์โมนิค" มาเป็นอาจารย์พิเศษ

ในเวลาเดียวกันนั้น มาเอสโตร สเตรซเซอมานน์ เพิ่งจะเดินทางมาถึงเกาหลีใต้ แทนที่จะตรงไปยังวิทยาลัยฮันอึม เขากลับหนีขึ้นรถแท็กซี่แล้วบอกคนขับเป็นภาษาเกาหลีสำเนียงต่างชาติว่า ช่วยพาไปส่งในที่ฮอตๆ และน้ำดีๆ ตนเคยเห็นสถานที่แบบงี้ในละครเกาหลี (เขาหมายความว่าสถานสำราญใจสุดฮอตที่เต็มไปด้วยสาวเย้ายวน แต่ภาษาเกาหลีไม่แข็งแรง) หลังครุ่นคิดครู่หนึ่งคนขับรถแท็กซี่ก็พาเขาไปนั่งอาบแดดกินลมชมวิวริมแม่น้ำที่ใสสะอาด สเตรซเซอมานน์นั่งมองสายน้ำพลางรำพึงรำพันว่า "น้ำที่นี่ดีจริงๆ"

ทั้งอาจารย์โดและอาจารย์อันต่างคิดว่าถ้ามาเอสโตร สเตรซเซอมานน์มาเป็นอาจารย์พิเศษที่วิทยาลัยดนตรีฮันอึมจริงๆ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาจารย์อันกล่าวว่า "ถ้าหนึ่งในนักศึกษาได้เป็นลูกศิษย์… " เขาพูดยังไม่ทันจบก็ปิ๊งไอเดียบางสิ่งบางอย่าง อาจารย์โดถามอาจารย์อันว่าเรื่องที่จะให้ยูจินแสดงเปียโนดูเอทคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว อาจารย์อันกล่าวว่าตนจะโทรฯ เรียกยูจินมาพบในวันนี้และถามอาจารย์โดว่าจะมาดูไหม อาจารย์โดเตือนว่ายูจินไม่ใช่คนที่โทรฯ ตามแล้วจะยอมมาพบง่ายๆ อาจารย์อัน จึงโทรฯหายูจินต่อหน้าอาจารย์โด ในที่สุดยูจินก็มาตามที่อาจารย์อันนัดจริงๆ

แม้จะรู้จักกันแล้วแต่เนอิลซึ่งเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์อันก็ทักทายยูจินและแนะนำตัวอย่างเป็นทางการตามที่อาจารย์อันบอก (ยูจินแอบเหน็บในใจว่าคนอะไรแม้แต่ชื่อก็ยังแปลก) ยูจินรู้ว่าเนอิลเล่าเรื่องของตนให้อาจารย์อันฟัง จึงทวงสัญญาเรื่องที่คุณเคยรับปากว่าจะแกล้งทำเป็นไม่รู้จักเขา เนอิลเลยบอกอาจารย์อันว่าคุณกับยูจินรู้จักกันเพียงผิวเผิน อาจารย์อันจึงบอกให้ทั้งคู่ทำความรู้จักกันมากกว่านี้เพราะต้องแสดงเปียโนคู่กัน (อาจารย์โดซึ่งแอบดูอยู่ทางด้านนอกเห็นยูจินมาพบอาจารย์อันเลยยิ่งรู้สึกหงุดหงิด เพราะก่อนหน้านี้เวลาเขาโทรฯ เรียก ยูจินมักไม่ค่อยยอมมา)

หวานใจนายจิตระเบิด

ธนา ผู้สืบสกุลคนเดียวของกุ่ย ราชวงศ์ มาเฟียชายหนุ่มรุ่นสุดท้ายที่ควรต้องสืบทอดกิจการของตระกูล ต่อไป ..อย่างที่รู้กันดีว่านี่มันหมดยุคมาเฟียไปตั้ง 3 – 40 ปีแล้วควรต้องมาสืบทอดหาพระแสงอะไร นี่ก็เป็น ความคิด ที่ตรงกันของ ชาลี ผู้เป็นอา ที่กำลังจะส่งต่ออำนาจให้หลาน เขาคิดจะมุ่งเข็มชีวิตสู่เส้นทางการเมือง ด้วยการ ลงสมัคร สส. เพราะต้องการที่จะลงหลังเสือแบบมีอำนาจที่ถูกกฎหมายรองรับ เพื่อให้ปลอดภัยจาก มาเฟียคู่ปรับ คือ แก๊งท่าน้ำดูเม็กซ์มาเฟีย ที่ชื่อ พงษ์พิพัฒน์ แซ่จึง หรือที่ชาลีชอบเรียกเขาว่า ไอ้เสียม ทั้งสองข้าง เป็นไม้เบื่อไม้เมามาตลอด เสียมต้องการช่วงชิงความเป็นหนึ่ง
กระทั่งวันหนึ่ง ชาลี ได้ยกพวกไปเคลียร์กับเสียม แต่เคลียร์กันไม่พอดีจึงเกิดการตะลุมบอนกัน และในช่วงนี่เองที่ธนาได้พบกับวิรงรอง แต่มันเป็นการพบกันแบบไม่มีความประทับใจเลยเพราะว่าธนา ไปทำสินค้าที่วิรงรองนำมาจัดแสดงพังหมด หลังจากนั้น ธนาก็ขับรถไปช่วยแต่ก็ต้องพบกับอุบัติเหตุ รถคว่ำ….โชคดีที่เขาไม่เป็นอะไรเลยนอกจาก รถพังยับและความจำเสื่อม..(นี่หรือวะโชคดี)…
ชาลีแทบจะคลั่งที่หลานชายสุดที่รักของเขากลายมาเป็นอย่างงี้ ซึ่งนอกจากจะจำเขาไม่ได้แล้ว ยังมา เรียกเขาว่าหมีแพนด้าอีก…เขาจึงตัดสินใจเสี่ยงที่จะรักษาด้วยการใช้คลื่นไฟฟ้าช๊อตสมองธนา การรักษาเป็น ไปอย่างระมัดระวังและในที่สุดธนาก็หายเกินปกติ(หมายความว่ามันมีสิ่งที่เกินออกมา) …….
เช้าวันรุ่งขึ้นธนาก็กลับมาใช้ชีวิตตามธรรมดาได้อีกทีท่ามกลางคุณงามความดีใจของชาลี แต่มันมีสิ่งผิดปกติ เกิดกับเขานั่นคือ ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนจะคิดอะไร เขาจะได้ยินหมด ในตอนแรกเขารู้สึกรำคาญแต่ไม่นานนัก เขาก็ชิน และถ้าไม่อยากได้ยินใครคิดก็อุดหูซะ สาเหตุมาจากการใช้คลื่นไฟฟ้าช็อตสมองมากไปนั่นเอง …เรื่องนี้เขาไม่ได้บอกให้ใครรู้นอกจากหมอที่รักษาเขาเท่านั้น
ธนาเป็นมาเฟียที่ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมชั้นสูง เขาได้มาดูเดินแบบแฟชั่นการกุศลและได้พบกับรันย่า นางแบบอาชีพที่มาร่วมเดินด้วย รันย่าเกิดหลงรักเขาตั้งแต่ทีแรกพบ ธนาเองก็ถูกใจรันย่าเหมือนกันแต่ติด ที่นิสัยอะไรบางอย่าง เช่น ความเป็นตัวของตนเองสูง เป็นต้น แต่ธนาก็ลองคบไปก็ไม่น่าจะเสียหาย ทั้งๆ ที่นล ดาราหนังและนายแบบชายหนุ่มก็กำลังเป็นแฟนกับรันย่าอยู่ กำลังจะหมั้นกันในไม่ช้า และมักมีข่าวซุบซิบทาง หนังสือพิมพ์และทีวีเสมอ แต่รันย่าก็ไม่สนใจกับกระแสกลุ่มนี้ทั้งยังรันย่าคิดว่าคุณก็มีสิทธิ์เลือก นี่เป็นข้อ ดีของคุณที่นลชอบ แต่ที่คาใจธนาอยู่ก็คือ ธนาไม่ได้ยินเสียงคิดของรันย่า จนธนาความรู้สึกว่าตัวเองผิดปกติถึง ขนาดต้องไปปรึกษาจิตแพทย์เลยทีเดียว

เรื่องย่อ ซูสีไทเฮา หงส์เหนือบัลลังก์ (The Firmament of the Pleiades) ตอนที่ 9

ไทเฮานึกถึงคำพูดของหรงลู่ที่เตือนให้ระวังฮ่องเต้แข็งข้อ (เพราะถูกสี่เจินชักนำ) แต่พระองค์เชื่อว่าฮ่องเต้ยังคงเชื่อฟังและกตัญญูต่อพระองค์ เพราะหลังจากฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์* พระองค์ก็ทรงเลี้ยงดูฮ่องเต้ดุจลูกในไส้  (ฮ่องเต้เป็นโอรสบุญธรรมของไทเฮา) ทั้งยังมอบบัลลังก์ให้และทำชุดมังกรเองกับมือ ถึงกระนั้นพระองค์ก็รู้สึกน้อยใจที่ฮ่องเต้ไม่ได้เรียกพระองค์ว่า 'เสด็จแม่' นานแล้ว

* พระราชาธิราชกวังซวีขึ้นครองราชย์ขณะมีพระชนมายุเพียง 4 พรรษา โดยในช่วงแรกพระพันปีหลวงฉืออัน (อัครมเหสีของพระราชาธิราชเสียนเฟิง) และพระพันปีหลวงฉือสี (พระนางซูสีไทเฮา) ร่วมว่าราชการหลังม่านแทนฮ่องเต้พระองค์น้อย แต่หลังจากนั้นไม่กี่ปีพระพันปีหลวงฉืออันก็เสด็จทิวงคตกระทันหัน พระนางซูสีไทเฮาจึงสำเร็จราชการหลังม่านแต่เพียงคนเดียว) 

วันรุ่งขึ้น ไทเฮาเสด็จไปที่ตำหนักริมน้ำ ระหว่างทางไทเฮาบอกเหลียนอิงว่าเมื่อคืนพระองค์นึกถึงตอนที่ฮ่องเต้ทรงขึ้นครองราชย์ขณะยังทรงพระเยาว์ เผลอแป๊ปเดียวฮ่องเต้โตเป็นชายหนุ่มและกำลังจะอภิเษก ส่วนพระองค์ก็แก่ลงมาก เหลียนอิงทูลว่าฮ่องเต้รุ่งโรจน์พระชนม์และจากนั้นก็จริงแต่บ่าของไทเฮายังคงแบกภาระอันหนักอึ้ง ไทเฮากล่าวว่าพระองค์ยินดีจะช่วยแบ่งเบาภาระฮ่องเต้ต่อไป เหลียนอิงแย้งว่าฮ่องเต้อาจต้องการบริหารราชกิจตามลำพังโดยไม่ต้องมีใครช่วยชี้นำหรือสั่งการแทน เมื่อเดินไปถึงตำหนักริมน้ำ นางกำนัลคนหนึ่งนำอาหารที่จะถวายฮ่องเต้มาให้ไทเฮาลองชิม เหลียนอิงเห็นไทเฮาใส่ใจดูแลฮ่องเต้และคุมเข้มแม้กระทั่งเรื่องอาหารการกินจึงสงสัยว่าฮ่องเต้จะเห็นแก่ไทเฮาบ้างหรือเปล่า ไทเฮากล่าวว่าพระองค์คงหลีกเลี่ยงการถวายคืนอำนาจไม่ได้ ถึงแม้จะเชื่อพระทัยฮ่องเต้แต่เพื่อให้เป็นการกันไว้ก่อน ไทเฮาจึงสั่งให้เหลียนอิงไปหาหรงลู่เพื่อให้บอกให้เขาคิดหาวิธีคืนอำนาจแต่ยังคงกุมอำนาจอยู่

เหลียนกงเห็นเครื่องลายครามแบบตะวันตกที่บ้านของหรงลู่ก็รู้สึกตื่นตาตื่นใจ เขาหยิบเครื่องลายครามชิ้นหนึ่งขึ้นมาดูแล้วถามว่าภาพผู้หญิงที่ปรากฏในเครื่องลายครามเป็นใคร  หรงลู่กล่าวว่าคุณคือพระนางวิคตอเรีย (สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร) ทรงมีพระชนมายุ 70 พรรษาแล้วแต่ยังปกครองประเทศได้อย่างเป็นปึกแผ่น (ครองราชย์นาน 64 ปี) เหลียนอิงกล่าวว่าไทเฮาของพวกตนเก่งกว่า เพราะทรงเรืองอำนาจขณะมีพระชนมายุเพียง 50 พรรษา หรงลู่ได้ยินดังนั้นจึงกล่าวว่าถ้าหากไทเฮาทรงยุติหน้าที่ทางการเมืองในตอนนี้ก็น่าเสียดาย เขาขอให้เหลียนอิงช่วยโน้มน้าวไทเฮาเพราะยังมีคนอีกมากที่จำเป็นต้องอาศัยใบบุญของพระองค์ เหลียนอิงชี้ว่าความจริงแล้วไทเฮาไม่ต้องการวางมือ พระประสงค์ของไทเฮาคือ ทำทีเป็นถวายคืนพระราชอำนาจแต่ยังกุมอำนาจทั้งหมดเอาไว้ในมือ และนี่ก็คือการบ้านที่ไทเฮาฝากมาให้หรงลู่ทำ

เรื่องราวต่อจากนี้จะเป็นอย่างไร ติดตามชมได้ใน "ซูสีไทเฮา หงส์เหนือบัลลังก์ (The Firmament of the Pleiades)" ทางไทยรัฐทีวี

เรื่องย่อ รักครั้งใหม่หัวใจอลเวง (Someone Like You) ตอนที่ 5

เวยเหลียนสงสัยว่าลั่วหานกับอวี่ซีอาจเป็นพี่น้องกันเพราะมีหน้าตาเหมือนกันมาก แต่เขายังไม่อยากบอกจั่นเฉิงจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ในใจ  สิ่งที่เขาอยากรู้มากที่สุดในตอนนี้คือสาเหตุที่อวี่ซีเรียกจั่นเฉิงว่านักถ้ำมอง แต่จั่นเฉิงบอกเพียงว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิดและสั่งให้เวยเหลียนจัดการปัญหาทุกอย่างให้เรียบร้อย เวยเหลียนไม่เห็นผู้ดูแลของจั่นเฉิงจึงถามว่าคุณไปไหน พอรู้ว่าผู้ดูแลทนจั่นเฉิงไม่ไหวเลยขอลาออกอีกตามเคย  เวยเหลียนก็รู้สึกอ่อนใจ

เวยเหลียนไปที่บ้านอวี่ซี (ตำหนักเจ้าแม่ฯ) เพื่อให้เคลียร์เรื่องเข้าใจผิดและสืบดูว่าคุณมีความเกี่ยวข้องทางสายเลือดกับลั่วหานหรือเปล่า แม่ของอวี่ซีคิดว่าเวยเหลียนมาขอคำปรึกษาและดูดวงเลยถามเวยเหลียนว่าอยากรู้เรื่องอะไร โดยบอกว่าคุณตอบเขาได้ทุกเรื่อง เวยเหลียนจึงถามแม่อวี่ซีว่าคุณมีบุตรสาวกี่คน  แม้จะรู้สึกแปลกๆ ที่ถูกถามเรื่องส่วนตัวแต่คุณก็ตอบว่า ตนมีบุตรสาวคนเดียวและมีลูกชายอีกหนึ่งคน เวยเหลียนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกแปลกใจ

ในที่สุดแม่ของอวี่ซีก็รู้ว่าเวยเหลียนไม่ได้มาขอคำปรึกษาแต่มาเพื่อให้เคลียร์ข้อความสำคัญเรื่องถ้ำมองกับอวี่ซี ถึงกระนั้นคุณก็ยังเข้าใจผิดคิดว่าเวยเหลียนเป็นคู่กรณีของอวี่ซีอยู่ดี คุณจึงใช้ดาบไล่ตีเวยเหลียนด้วยความโกรธ เมื่ออวี่ซีมาพบเข้าจึงรีบห้ามปรามและบอกว่าคนที่แอบดูตนไม่ใช่เวยเหลียน เวยเหลียนพยายามอธิบายว่าเป็นเรื่องเข้าใจผิด แต่สองแม่ลูกไม่ยอมฟังทั้งยังบอกว่าถ้าเขาไม่แสดงความจริงใจออกมาให้เห็นก็ไปเคลียร์กันที่ศาล เวยเหลียนการันตีว่าจีเอ็มฟางของตน  (ฟางจั่นเฉิง เป็นผู้จัดการทั่วไปของห้างสรรพสินค้า "จวี้เฉิง")  ไม่ได้แอบดูอวี่ซีอาบน้ำอย่างแน่ๆ แต่แม่ของอวี่ซีไม่เชื่อและเตือนว่าไม่ควรโกหกต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เวยเหลียนจึงยกมือท่วมหัวแล้วสาบานต่อหน้าแท่นบูชาเจ้าแม่จิ่วเทียนเสวียนหนี่ว่า ถ้าหากจีเอ็มฟางของตนล่วงเกินอวี่ซีจริงขอให้ตนถูกฟ้าผ่าตายและเปลี่ยนเป็นผีที่ไม่มีคนเหลียวแลหรือเซ่นไหว้ตลอดไป

สองแม่ลูกได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสะดุ้ง ทั้งยังคาดไม่ถึงว่าเวยเหลียนจะจงรักภักดีต่อเจ้านายมากขนาดนี้  เวยเหลียนการันตีว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นวามรู้ความเข้าใจผิดจริงๆ แต่ด้วยเหตุว่าเหตุการณ์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วทำให้อวี่ซีไม่สบายใจทางห้างจึงยินดีมอบเงินค่าทำขวัญให้ 1 แสนเหรียญไต้หวัน (เกือบ 1.1 แสนบาท) อวี่ซีถึงกับตาโต แต่แม่ของคุณยังคงเล่นตัวและพยายามโก่งราคา พอรู้ว่าอวี่ซีเรียนจบพยาบาลมา เวยเหลียนจึงทาบทามให้คุณมาเป็นพยาบาลพิเศษคอยดูแลคนป่วย 24 ชั่วโมง และหยุดพักได้อาทิตย์ละวัน แม่อวี่ซีกล่าวว่าการดูแลผู้ป่วย 24 ชั่วโมงค่าตัวย่อมต้องสูงกว่าพยาบาลทั่วไป เวยเหลียนจึงถามอวี่ซีว่าอยากได้ค่าจ้างเดือนละเท่าไหร่ อวี่ซีตอบว่าอย่างน้อยๆ ก็ต้องเดือนละ 8 หมื่นเหรียญ เวยเหลียนจึงเสนอว่าจะได้คุณเดือนละ 1 แสนเหรียญ และถ้าผ่านการลองงานจะให้เพิ่มอีก 2 หมื่นเหรียญ อวี่ซีได้ยินดังนั้นจึงลงนามในสัญญา และเตรียมเริ่มงานในวันรุ่งขึ้นทันที

เรื่องย่อ วีรบุรุษตระกูลหยาง (Warriors of the Yang Clan) ตอนที่ 6

ซื่อหลางชวนหยี่เยียนดื่มเหล้าด้วยกัน ซื่อหลางแสร้งเมา จากนั้นก็เปิดเผยความในใจต่อนาง หยี่เยียนทำเป็นบ่ายเบี่ยง ทั้งสองพากันกลับเข้าค่ายทหารด้วยความมึนเมา เมื่อกลับถึงค่ายทหารก็ได้พบกับหยางเย่ หยางเย่ไม่ได้ลงโทษทั้งสองอะไร ภายหลังที่ซื่อหลางไปแล้ว หยางเย่ก็เปิดโปงฐานะที่แท้จริงของหยี่เยียนออกมา หยางเย่ขอร้องให้หยี่เยียนไปจากค่ายทหาร รุ่งขึ้น ซื่อหลางตามหาหยี่เยียน หยางเย่แสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ซื่อหลางผิดหวังยิ่งนักเมื่อไม่พบหยี่เยียน เมื่อหยี่เยียนกลับบ้านก็ซึมเศร้า พานเป้าเห็นเช่นนั้นจึงชวนนางไปล่าสัตว์ พานเป้าพยายามหยอกล้อให้หยี่เยียนหัวเราะ แต่หยี่เยียนกลับนึกถึงแต่ซื่อหลาง

ซื่อหลางฝึกทหารด้วยจิตใจที่ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทันใดนั้นเองซื่อหลางก็นึกขึ้นได้ว่าหยี่เยียนเคยบอกตนว่าน้องสาวของนางชอบดูละครเงา เมื่อซื่อหลางคิดได้เช่นนั้นก็รีบรุดไปที่โรงละครเงาทันที ซื่อหลางพบว่าหยี่เยียนกำลังแสดงเรื่องราวของตนกับนาง ซื่อหลางหยอกหยี่เยียนเพื่อให้ให้นางเปิดเผยฐานะที่แท้จริงออกมา ขณะที่หยี่เยียนกำลังสุขสบายอยู่นั่นเอง ซื่อหลางกลับคาดคั้นเอาความจริงเรื่องฐานะที่แท้จริงของนาง นอกจากนี้ยังบอกให้หยี่เยียนคืนหยกให้ตนด้วย หยี่เยียนโกรธมาก ในที่สุดทั้งสองก็จากกันด้วยไม่สบอารมณ์กันเท่าใดนัก เมื่อกลับถึงค่ายทหาร ซื่อหลางพบว่าหยี่เยียนมอบหยกชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นของผู้หญิงให้ตน ทันใดนั้นหยางเย่ก็เผ่านาหา ซื่อหลาง ซื่อหลางเห็นเช่นนั้นจึงรีบนำหยกไปซ่อน ทหารพบเห็นหยกจึงนำหยกไป

ซื่อหลางไม่สามารถตัดใจจากหยี่เยียน ซื่อหลางไปหาหยี่เยียนที่หอบัณฑิต แต่ก็ไม่พบนาง ซื่อหลางร้อนใจจึงออกประกาศจับหยี่เยียนซึ่งหลบหนีทหาร หยี่เยียนโกรธมากเมื่อพบเห็นประกาศ หยางเย่เห็นทหารนายหนึ่งนำหยกมาวางพนันเล่นพนัน ซื่อหลางจำได้ว่าเป็นหยกที่หยี่เยียนมอบให้ตน แต่ก็ไม่กล้าเปิดเผยความจริงให้หยางเย่รู้ หยางเย่ไม่มีทางเลือกจึงต้องลงโทษซื่อหลางซึ่งปล่อยให้มีการเล่นพนันในค่ายทหาร หยางเย่ไปหา ซื่อหลาง ซื่อหลางยังคงโกรธหยางเย่อยู่ หยางเย่มอบยารักษาแผลและหยกให้ซื่อหลาง แต่ถึงกระนั้นก็ตามซื่อหลางก็ยังคงซึมเศร้าอยู่เหมือนเดิม

พานเป้านัดฉูฉู่ไปดูงิ้วด้วยกัน ฉูฉู่ไปตามนัด พานเป้าขอฉูฉู่แต่งงาน แต่ฉูฉู่กลับปฏิเสธ ซันหลางผิดหวังยิ่งนักจึงชักชวนชีหลางไปดื่มเหล้าด้วยกัน ฉูฉู่ตัดสินใจไปจากบ้านสกุลหยาง ซันหลางเปิดเผยความในใจต่อฉูฉู่ในสภาพที่มึนเมา

หยี่เยียนลอบเข้าไปในค่ายทหารเพื่อให้เยี่ยมเยียนซื่อหลาง ซื่อหลางแสร้งทำเป็นงอนโดยต้องการให้หยี่เยียนคืนหยกให้ตน หยี่เยียนโกรธมากเมื่อได้ยินเช่นนั้น ซื่อหลางเล่าถึงที่มาของหยกให้หยี่เยียนฟัง จากนั้นซื่อหลางก็ขอหยี่เยียนแต่งงาน หยี่เยียนไม่ได้ตอบตกลงทันที ซื่อหลางให้เวลาหยี่เยียนคิดใคร่ครวญให้ดีเสียก่อนค่อยให้คำตอบตน ทั้งสองนัดพบกันอีกทีที่ลำห้วย

เรื่องย่อ รักทะลุมิติ (Love Weaves Through a Millennium) ตอนที่ 5

กงหมิงกล่าวว่าตนตามสืบเรื่องนี้จนได้ความกระจ่างแล้วและจะนำขึ้นทูลฮ่องเต้ในวันพรุ่งนี้ หวังหมั่งจึงเตือนว่ากงหมิงกำลังจะทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ เพราะในตอนนี้ตระกูลหวังของตนกำลังเรืองอำนาจและมีอิทธิพลเหนือราชสำนัก หากเขาเลือกที่จะอยู่ข้างสวี่เฟ่ยโฮ่วอนาคตก็จะดับวูบ ในตอนนี้ฮ่องเต้กำลังหลงมัวเมาจ้าวเฟยเยี่ยน หากกงหมิงพูดให้ร้ายนางก็รังแต่จะทำให้ฮ่องเต้กริ้ว ที่สำคัญกงหมิงเป็นเพียงบัณฑิตที่ไม่มีเส้นสายและไม่มีคนคอยหนุนหลัง หากเขาคิดจะต่อสู้ตามลำพังและตั้งตนเป็นศัตรูกับตระกูลหวังของตนก็ไม่ต่างจากการเอาไม้ซีกมางัดไม้ซุง กงหมิงฟังแล้วได้แต่ถอนใจ เขากล่าวว่าพวกตนต่างเดินคนละทางจึงไม่อาจจับมือกันได้ จากนั้นก็ขอตัวกลับทันที หวังหมั่งจึงชี้ว่าในเมื่อกงหมิงรู้ความจริงทั้งหมดและก็ไม่มีทางหันหลังกลับได้เช่นกัน หลังกงหมิงกลับไปแล้ว หวังหมั่งก็สั่งให้ "จื่อซิว" ตามไปจับตัวกงหมิงโดยกำชับว่าห้ามรังแกกงหมิงโดยเด็ดขาด 

กงหมิงนัดพบอิ่งเยว่เพื่อให้สอบถามข่าวคราวของสวี่ฮองเฮา อิ่งเยว่แถลงการณ์ว่าสวี่ฮองเฮาทรงปลอดภัยดีและมีนักฆ่าบุกมาที่ตำหนักของสวี่ฮองเฮาดังที่เขาคาดการณ์ไว้จริงๆ กงหมิงพึ่งจะรู้ว่าตระกูลหวังอยู่เบื้องหน้าเรื่องนี้มาโดยตลอด แม้อิ่งเยว่จะนำตัวนักพรตเต๋าไปไว้ในที่ๆ ปลอดภัย แต่กงหมิงเกรงว่านักพรตเต๋าซึ่งเป็นพยานคนสำคัญจะถูกตระกูลหวังฆ่าปิดปาก จึงสั่งให้อิ่งเยว่รีบกลับไปเฝ้าและคอยปกป้องนักพรตเต๋า ส่วนตนจะเตรียมเดินทางเข้าวังเพื่อให้กราบทูลความจริงกับฮ่องเต้ 

อิ่งเยว่กลัวว่ากงหมิงจะตกอยู่ในอันตรายเพราะการเข้าวังในคราวนี้จะเป็นผลเสียต่อตระกูลหวัง คุณจึงขอติดตามไปอารักขา แต่กงหมิงปฏิเสธเพราะเชื่อว่าหวังหมั่งไม่มีทางรังแกตน เขากับหวังหมั่งเติบโตมาด้วยกันจึงรู้ดีว่าแม้หวังหมั่งจะเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงแต่ไม่ใช่คนเลือดเย็นและใจคอโหดเหี้ยม ถึงกระนั้นอิ่งเยว่ก็ยังคงเป็นห่วงและไม่เชื่อว่าหวังหมั่งจะนิ่งดูดาย ต่อให้หวังหมั่งไม่ลงมือ แต่ตระกูลหวังไม่มีทางปล่อยกงหมิงแน่ เมื่อกงหมิงรับรองคำเดิม อิ่งเยว่จึงมอบป้ายหยกคุ้มภัย (ที่พ่อคุณทิ้งไว้ให้) ให้กงหมิง โดยหวังว่าป้ายหยกจะช่วยคุ้มครองกงหมิงให้ปลอดภัย หลังแยกจากอิ่งเยว่แล้วกงหมิงก็พบว่ามีกลุ่มนักฆ่าสะกดรอยตามตนมา 

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2015 

ดาราโนเนม "หลินเซียงเซียง" ซึ่งยังคงสวมชุดโดราเอมอนหลังพึ่งจะเสร็จจากการไปร่วมงานอีเวนท์สำหรับเด็กๆ (แต่ไม่มีใครขอถ่ายรูปกับคุณเพราะคุณไม่ใช่ดาราดัง) รีบตรงดิ่งไปออดิชั่นบทสวี่ฮองเฮาในละครย้อนยุคต่อ แต่ "จินจิง" (ผู้จัดการส่วนตัว) และ"เซี่ยเสี่ยวหนาน" (สไตล์ลิสต์) นำเสื้อผ้ามาให้คุณเปลี่ยนไม่ทันเพราะรถติดหนักมากทั้งๆ ที่เป็นตอนๆปีใหม่ (จีน) เซียงเซียงกลัวพลาดการออดิชั่นเลยไปยืมชุดของข้างคอสตูม จากนั้นก็แอบย่องไปดูบรรยากาศในการออดิชั่น (ปรากฏว่าบทที่ถูกนำมาใช้ในการแคสติ้งคือเนื้อความในจดหมายตัดพ้อที่สวี่ฮองเฮาเขียนถึงฮ่องเต้ก่อนที่นักฆ่าจะบุกเผ่านาในตำหนักนั่นเอง)