มนุษย์เรานี่ก็แปลกนะครับ ความสุขนั้นอยู่ใกล้ตัวเราจนคาดไม่ถึง บางทีกว่าที่เราจะรับรู้ถึงมันและกว่าที่จะรับรู้ว่าสิ่งที่มีอยู่นั้นมีค่าอย่างมากเพียงใด ก็ต้องรอให้ถึงวันที่สูญเสียมันไปเสียก่อนจึงจะสำนึกกันได้
เคยดูหนังของ สตีเฟ่น โจว กันไหมครับ เอ่ยชื่อ สตีเฟ่น โจว อาจจะไม่คุ้นหูนักแต่ถ้าบอกว่าเขาคือ โจวซิงฉือ ก็คงจะร้องอ๋อกัน ผลงานของเขาเป็นที่รู้จักและโด่งดังมากในบ้านเราเมื่อหลายสิบปีก่อน แม้ว่าทุกวันนี้เฮียโจวจะถอยมาอยู่เบื้องหน้าตามประสาคนชื่อดังที่เริ่มจะอิ่มตัวกับมุขตลกบ้าๆ บอๆ แล้ว แต่ผลงานของเขาก็ยังเต็มไปด้วยอารมณ์ขันอยู่เสมอ ผลงานในช่วงหลังของเขาเริ่มออกแนวจริงจังมากขึ้นกว่าแต่ก่อน อย่างเรื่องปัจจุบันก็คือ คนเล็กของเล่นใหญ่ ที่มีเนื้อหาค่อนข้างซีเรียสกว่าเรื่องอื่นๆ ซึ่งก็ทำเอาคอหนังชาวไทยเสียอารมณ์ไปตามๆ กัน เพราะคิดว่าจะได้ เข้าไปฮาแตกกับมุขของแก อันนี้ก็ช่วยไม่ได้ครับเพราะหน้าหนังที่ตัดออกมาก็พยายามเหลือเกินที่จะทำให้มันดูตลก ทั้งที่ไม่ตลก ตรงนี้จะเรียกว่าหลอกคนดูได้ไหมเนี่ย
ย้อนไปดูหนังเก่าๆ ของเฮียนั้น เฮียแกได้ชื่อว่าเป็นเจ้าพ่อหนังตลก แต่ในความตลกนั้นถ้าดูกันแบบพินิจพิเคราะห์ก็ช่วยบอกเรื่องราวความเป็นอยู่และเป็นไปของสังคมฮ่องกงได้เป็นอย่างดี คุณสิทธิรักษ์ ตุลาพิทักษ์ เคย เขียนวิเคราะห์หนังของเฮียโจวไว้อย่างน่าสนใจว่า หนังส่วนใหญ่ของเฮียจะเกี่ยวกับคนชายขอบที่กำลังเคว้งคว้าง ไร้จุดหมาย ขี้แพ้ มันก็เหมือนกันชาวฮ่องกงในยุกก่อนปี ๑๙๙๗ ที่กำลังมึนงงกับอนาคตภายหลังที่ต้องกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของจีนแผ่นดินใหญ่ เพราะคนฮ่องกงเกือบทั้งหมดคิดเสมอว่าพวกเขาคือชาวฮ่องกง ไม่ใช่ชาวจีน การกลับไปสู่อ้อมอกของจีนก็นับเป็นความรู้สึกที่หวาดหวั่นระคนกับความไม่แน่ใจในอนาคต ต่างจาก สตีเฟ่น โจว เชฟมือหนึ่งที่ได้รับยกย่องว่าเป็น “กุ๊กเทวดา” ที่ทั้งอาชีพการงานและชื่อเสียงพุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุด จนแทบจะไม่ต้องตื่นตระหนกอะไร
กุ๊กเทวดาคนที่ว่านี้คือตัวละครหนึ่งในหนังเรื่อง “คนเล็กกุ๊กเทวดา” (The God of Cookery) เชฟโจว เป็นเชฟที่ได้รับการยกย่องอย่างมาก เป็นคนที่มีอิทธิพลสูงสุดในแวดวงอาหารฮ่องกง เรียกว่าชี้เป็นชี้ตายได้เลย หนังไม่ได้บอกหรอกนะครับว่าทำไมคนที่เห็นแก่ตัวอย่างสุดๆ อย่างโจวถึงได้มายืนที่จุดนี้ อย่างน้อยเขาก็คงเก่งจริงๆ นั่นแหละ และมนุษย์เราพอยืนอยู่บนยอดเขาก็ชอบไม่ค่อยมองเห็นหัวคนที่อยู่ข้างล่าง
ฉากแรกก็ฮาแตกได้แล้ว (อันนี้ต้องขอบคุณทีมพากย์พันธมิตร ถ้าไม่มีพวกเขาเราคงไม่ได้ดูหนังตลกๆ ดีๆ อย่างงี้) เชฟโจวทำหน้าที่ตัดสินการทำอาหาร คอนเม้นท์ของแกแสดงถึงความชำนาญในการทำอาหาร แม้ว่าบางคอมเม้นท์จะประสาทแดกไปบ้าง อย่างเช่นให้ศูนย์คะแนนแก่ยอดเชฟคนหนึ่ง เพียงเพราะหน้าตาขี้เหร่ เชฟโจวรับเด็กชายหนุ่มท่าทางขี้แพ้คนหนึ่งไว้เป็นเด็กรับใช้ แน่ๆว่าถูกเขาแกล้งเสียจนเละเทะ เชฟโจวเป็นคนที่ดำเนินธุรกิจแบบที่เรียกว่าเอาแต่ได้ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็ต้องเรียกว่าไม่ใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหาร “จัดที่นั่งเบียดๆ กัน กินเสร็จจะได้ลุกๆ ไป หลอดก็ใช้หลอดหยาบๆ น้ำก็ใส่น้ำแข็งก้อนโตๆ ใส่น้ำน้อยๆ กินหมดจะได้สั่งใหม่อีก”