ตัดกลับมาที่โรงเตี๊ยมในปัจจุบัน… ยอนชุงมองภาพวาดแม่ที่อยู่บนจี้ (สร้อยคอ) แล้วนึกถึงตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น ในตอนนั้นเขาถามแม่ว่าพ่ออยู่ไหน แม่ของเขาตอบเพียงว่าอยู่ไกลมากและคุณก็ไม่อยากเจอพ่อของยอนชุง ยอนชุงเดาว่าพ่อคงเขี่ยแม่ทิ้งเพราะแม่เป็นเพียงทาส   แต่แม่ยอนชุงปฏิเสธและบอกว่าพ่อของเขาเป็นคนดี หลังจากนั้นคุณก็ถอดสร้อยคอแล้วนำมาสวมให้ยอนชุง… ยอนชุงนั่งมองจี้ที่แม่ให้แล้วถึงกับน้ำตาร่วง 
  
หลังกลับมาที่วังหลวงอย่างปลอดภัยแล้ว องค์หญิงมูยองก็นำตัวยาหายากจากชอลบอนมามอบให้หมอหลวง หมอหลวงจึงทูลว่าตัวเชลยที่องค์หญิงจับมาได้มีกลิ่นอัลมอนด์ ซึ่งเป็นพืชที่ปลูกในแถบตะวันตก และมีฤทธิ์ฆ่าคนได้ด้วย จึงถือเป็นของล้ำค่าหายากมากๆ ในโกกูรยอ (เมล็ดอัลมอนด์ดิบ มีสารไฮโดรเจน ไซยานายด์ หรือ 'ยาเบื่อ' จึงต้องนำมาผ่านความร้อนก่อนกิน – ปัจจุบันการขายอัลมอนด์ดิบที่ยังไม่ผ่านความร้อนเป็นเรื่องผิดกฎหมายในหลายประเทศ) 

พระเจ้ายองรยูตำหนิจางด้วยความโกรธว่า "เชลยตาย มิหนำซ้ำเจ้ายังปล่อยให้มือฆ่าหนีรอดไปได้อีก แล้วเจ้าจะเรียกตัวเองว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ของโกกูรยอได้อย่างไร ข้าจะไม่เสียดายเลยหากชีวิตเจ้าต้องดับสูญไปในตอนนี้ จงสืบหาความจริงมาให้ได้ และอย่าลืมว่าเจ้ามีเพียงชีวิตเดียว"

องค์หญิงมูยองเผ่านาเห็นเหตุการณ์พอดี หลังจางออกไปแล้วองค์หญิงก็ทูลพระเจ้ายองรยูว่า ตอนที่คุณและองค์ชายถูกซุ่มโจมตี มีคนกลุ่มหนึ่งมาช่วยพวกคุณเอาไว้ แต่องค์หญิงไม่รู้ว่าคนกลุ่มนั้นเป็นใครจึงทูลถามพระเจ้ายองรยูว่าเป็นคนที่พระองค์ส่งมาใช่ไหม พระเจ้ายองรยูยังไม่ทันตอบ ภาพก็ตัดไปที่จางซึ่งกำลังนั่งคอตกอยู่ทางด้านนอก

องค์หญิงมูยองเห็นจางนั่งหน้าเครียดหลังถูกพระเจ้ายองรยูตำหนิ จึงปลอบใจว่าไม่ต้องคิดมาก พอจางลุกหนีองค์หญิงก็กล่าวต่อว่า "เสด็จพ่อมักเปรียบเทียบคนองอาจอย่างท่านกับน้องชายของข้า เลยทำให้คุณรู้สึกอึดอัด โชคชะตาช่างกลับกลอกสิ้นดี น้องชายข้าซึ่งเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ไม่ต้องการเป็นพระราชา ส่วนท่านซึ่งคู่ควรกับตำแหน่งพระราชามากกว่าใครกลับไม่สามารถขึ้นครองบัลลังก์ เพียงเพราะไม่ได้อยู่ในลำดับการสืบสันตติวงศ์"  (จางเป็นพระราชนัดดา และพระราชาองค์สุดท้ายของโกกูรยอ) จางแย้งด้วยแววตาแข็งกร้าวว่า "โชคชะตาเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ"  องค์หญิงได้ยินแล้วรู้สึกหวั่นใจจึงหันไปมองหน้าจาง จางยิ้มกลบเกลื่อนและกล่าวว่า "พระอนุชาของพระองค์ ควรต้องเอาชนะโชคชะตาได้อย่างแน่ๆ"